Lost in paradise - Joanna Wang

posted on 29 Apr 2008 15:16 by gin-no-ishi  in Songs-Lyrics

เพลงที่นำมาฝากคราวนี้ คิดว่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนคงจะรู้จักกันอยู่แล้ว
เราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเพลงที่ไพเราะ และก็มีบรรยากาศเย็น ๆ ด้วย
สำหรับคนที่ยังไม่เคยฟัง ลองฟังดูนะคะ เพราะจริง ๆ ค่ะ

ป.ล. เห็นเขาว่า มีเพลงนี้ในเวอร์ชั่นต้นตำรับภาษาจีนด้วย
แต่ด้วยความด้อยปัญญาของเจ้าของบล็อก จึงหามาได้แค่เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษค่ะ 555

Lost in paradise
"หลงอยู่ในวิมาน"

Vocal: Joanna Wang (王若琳)

I know that it might sound strange
ฉันรู้ ว่ามันออกจะฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อ
But you made my seasons start to change
แต่เธอ เป็นคนทำให้ช่วงเวลาของฉันเริ่มเปลี่ยนไป
It happened so suddenly
มันช่าง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
Like heaven has waited up for me
ราวกับสรวงสวรรค์ ได้รอคอยฉันมาตลอดก็ไม่ปาน

I've just been looking so long
ก่อนนี้ ฉันเอาแต่คบกับคนที่ไม่ใช่
Kept meeting my Mr.wrong
ไม่ใช่ทั้งรูปร่างหน้าตาหรือฐานะ
In every model and every size
มาเป็นเวลาเนิ่นนาน
Now my fantasy is staring at your eyes
แต่ตอนนี้ฉัน จับจ้องไปยังดวงตาของเธอ และจินตนการไปไกลแสนไกล


Sometimes you think I'm beautiful
บางครั้ง เธอก็คิดว่าฉันสวย
But I don't know
ถึงจะไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
I'll keep it to myself
แต่ฉันก็จะเก็บมันไว้ในใจ
You say it. It feels wonderful
แค่เธอพูดขึ้นว่า รู้สึกดีจริง ๆ
My smile can show
รอยยิ้มของฉัน ก็แสดงให้เห็นว่า
I'm lost in paradise
ฉันหลงอยู่ในวิมานซะแล้ว

The letters you wrote to me
จดหมายที่เธอเขียนถึงฉัน
Showed me the signs I've never seen
แสดงสัญญาณบางอย่าง ที่ฉันไม่เคยเห็น
I thought every man I'd want
ฉันเคยคิดนะว่า ผู้ชายที่ฉันเคยชอบ
Falls out of a dating magazine
ต่างก็หลุดออกมาจากนิตยสารหลีสาวกันทั้งนั้น

But now I know that with you
แต่ ณ เวลานี้ เมื่อได้มาอยู่กับเธอ
That was so far from the truth
ฉันก็ได้รู้ว่า ทุก ๆ หน้า ทุก ๆ บรรทัด
On every page and every line
ช่างแตกต่างจากความเป็นจริง
Now you're my everything
ตอนนี้ เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน
I guess you know how to read my mind
แล้วฉันก็เดาว่า เธอคงจะรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะรู้ใจฉันได้

Repeat: ★

I know
ฉันรู้
I guess that it shows
และเดาว่ามันจะแสดงให้เห็น
The message that flows to me
ข้อความต่าง ๆ ที่ได้พรั่งพรูออกมา
Make it more worth than make believe
สร้างคุณค่า มากกว่าที่จะสร้างความเชื่อมั่น

Repeat: ★, ★

 


 

Thank you for the music from: vodka0906 of ijigg
Thank you for original lyrics from: www.mtyyw.com/feizhuliuyinyue/
Thanks to my dear friend who sent me this song in MP3.
And to inform as an infomation that all of Thai Lyrics was translated by myself.
Since my English is not well. If any mistake you found, please feel free to advise me.

 

終章 空の軌跡

บทส่งท้าย เส้นทางแห่งฟากฟ้า

- Part 5 (the last) -

Walkthrough Chart - Main Quest

 

นครลอยฟ้า [เขตรากฐาน]
『浮遊都市 《根源区画》』 BP+0

เขตรากฐาน [เธเมเลียส] 『根源区画《テメリオス》』

- เตรียมตัวที่จุดเพิ่มเลือดให้พร้อม เพราะจากนี้ไปจะเข้าสู่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ
(อย่าลืมใส่ Rare item "เข็มขัดวิญญาณสงคราม" (CP เพิ่มขึ้นทีละน้อยในฉากต่อสู้แบบอัตโนมัติ) อีกเส้น ที่เพิ่งได้มาจากการต่อสู้กับเรเวด้วยนะคะ รวมทั้งแนะนำ ให้สู้กับศัตรูจิ๊ดจิ๋วกระจ้อยร้อยที่อยู่ในนี้ เพื่อสะสม CP ให้ MAX จะเวิร์คสุด ๆ ค่ะ)

- "ยินดีต้อนรับ...... สู่สถานที่อันเป็นต้นกำเนิดแห่งพิธีสัตย์สาบานตนอันสูงส่ง" "ศจ. ไวส์แมน" กล่าวต้อนรับทันทีที่พวกเราเข้าไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดของ [เขตรากฐาน]

- "โยชัวร์......" เอสเทลร้องเรียกโยชัวร์ซึ่งยืนคุ้มกันอยู่ข้างกายไวส์แมนอย่างเงียบงัน ราวกับตุ๊กตาที่ไร้ความรู้สึกใด ๆ

ศจ. ไวส์แมน "หึหึ รู้สึกว่าจะทะลวงผ่านอุปสรรคจนมาถึงการทดลองขั้นสุดท้ายแล้วสินะ อย่างนี้สิ ถึงจะพูดได้ว่ามีสิทธิ์ที่จะเผชิญหน้ากับการฟื้นคืนชีพของ [วงแหวน] 『環』 จริง ๆ"
เอสเทล "ชั้นไม่สนใจของพรรค์นั้นหรอกย่ะ! สิ่งที่พวกชั้นต้องการ คือทำให้เหตุการณ์ผิดปกติในคราวนี้จบลง! รวมทั้ง...... ปลดปล่อยโยชัวร์ให้เป็นอิสระจากนายต่างหากล่ะ!"
ศจ. ไวส์แมน "หึหึ...... น่าเสียดาย ที่เรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้น่ะ"
เอสเทล "!!!"
ศจ. ไวส์แมน "ถึงพวกเธอจะกลบเกลื่อนยังไง แต่เรื่องที่หัวใจของโยชัวร์เป็นของที่ทำขึ้นมา คือความเป็นจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ [ตราบาป] 『聖痕』 ที่ไหล่อันนี้ก็คือหลักฐานที่ว่ามานั้น...... เป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่ [งูกินหาง] 『身喰らう蛇』 ------ สิ่งที่ฉันเป็นเจ้าของ"
เอสเทล "......นายนี่มัน..............."
ศจ. ไวส์แมน "หึหึ หรือถ้าให้โยชัวร์ลบ [ตราบาป] ทิ้งไปด้วยจิตมุ่งมั่นของตัวเอง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง...... แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ณ เวลานี้ ฉันขอรับตัวเขาเอาไว้เป็นวัตถุดิบ สำหรับการวิจัยของฉันต่อไปอีกสักพักก็แล้วกัน"
เอสเทล "............................................."

- เพื่อน ๆ ของเราก็ได้แต่ก่นด่า แต่ไวส์แมนกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังพูดเหน็บพวกเราต่อหน้าตาเฉยอีกด้วยค่ะ
(จากตรงนี้ ไวส์แมนบอกว่า โยชัวร์ต้องเข้าใจอยู่แล้วว่า การที่ [ตราบาป] ปรากฏขึ้นมามีความหมายว่ายังไง และก็คงจะกังวลใจอยู่คนเดียวแน่ ๆ แต่กลับไม่มีใครในหมู่พวกเรา ที่สะกิดใจถึงความทุกข์ระทมของโยชัวร์แม้แต่นิดค่ะ และไวส์แมนก็ยังพูดเหน็บให้เราเจ็บใจเล่น ๆ ว่า "คึคึ...... [สายสัมพันธ์] อะไรนั่นของพวกเรา คงไม่ได้มีอยู่แค่นี้หรอกนะ?" ทำเอาพวกเราพูดอะไรไม่ออกเลยค่ะ)

ศจ. ไวส์แมน "เอาเถอะ ไม่จำเป็นต้องไปมองอะไรในแง่ร้ายแบบนั้นหรอก เพราะสามารถมาถึงที่นี่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ จึงทำให้พวกเธอมีสิทธิ์ ที่เหลือก็แค่เลือกให้ถูกต้องเท่านั้น"
เอสเทล "......สิทธิ์...... เลือก...... ที่ว่ามา...... หมายถึงเรื่องอะไรกันน่ะ?"
ศจ. ไวส์แมน "หึหึ แล้วพวกเธอรู้ไปถึงระดับไหนแล้วล่ะ?"

- ไวส์แมนนำสายตา ไปสู่วงแหวนขนาดใหญ่โตมโหฬาร ที่ส่องประกายสีทองเรืองรองงดงามตระการตาราวกับอัญมณีอันสูงค่า ซึ่งสิ่งนี้ก็คือ [วงแหวนประกายแสง] ตามที่เราคาดจริง ๆ ค่ะ
- เมื่อไวส์แมนรู้ว่า พวกเราพอจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ มาจาก [ดาต้าคริสตัล] ที่หลงเหลือเอาไว้ในหอคอยเบื้องหลังที่เราใช้ [คาเปล] ช่วยแกะข้อความออกมาอยู่บ้าง (เกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของสังคมและผู้คนให้เป็นไปในทางที่ไม่ดีค่ะ) เขาก็เริ่มเล่ารายละเอียดลึก ๆ เกี่ยวกับ [วงแหวนประกายแสง] ให้พวกเราฟังค่ะ

ศจ. ไวส์แมน "------หลายพันปีก่อน เทพธิดาได้ประทาน [สมบัติทั้งเจ็ด] 『七の至宝』 ให้แก่มนุษย์ ซึ่งสมบัติเหล่านั้น คืออาร์ติแฟกซ์ที่จะทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น โดยใช้ [ความเป็นไปได้ของโลก] ด้วยวิธีการที่ต่างกันออกไป แล้วมนุษย์ยุคโบราณที่ได้แบ่งสมบัติออกเป็นเจ็ดสาย ก็ได้ไขว่คว้าหา [อุดมคติ] ที่มีรูปแบบแตกต่างกันไปตามสมบัติแต่ละชิ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ [วงแหวนประกายแสง] ที่ถูกสร้างขึ้น ณ ใจกลางของ [ลีเบล=อาร์ค] นครที่ใช้ทดลองแห่งนี้ สรวงสวรรค์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่ปรารถนาทั้งมวล ล้วนกลายเป็นจริงด้วย [วงแหวน] ผ่านทาง [กอสเปล] 『ゴスペル』 คอมพิวเตอร์ปลายทางเอนกประสงค์...... เพราะอย่างนั้นมนุษย์ ก็น่าจะเพลิดเพลินไปกับการดำรงชีวิตอันสมบูรณ์พูนสุข ที่ไม่มีแม้แต่การต่อสู้แย่งชิงกันได้อยู่แล้ว แต่มนุษย์ กลับค่อย ๆ ถูกความสุขจอมปลอมที่ [วงแหวนประกายแสง] นำมา กลืนกินจิตวิญญาณผ่านทาง [กอสเปล] ทีละน้อย ไม่เพียงแค่ความรื่นรมย์ทางด้านวัตถุ แม้แต่การสนองต่อความต้องการทางด้านจิตใจ ก็ได้เห็นความฝัน------- ได้เห็นภาพจำลองที่ [วงแหวน] สร้างขึ้น ......แล้วมนุษย์ ก็เริ่มก้าวเดินไปสู้เส้นทางที่เสื่อมสลาย เพราะพึ่งพาปาฏิหาริย์ที่เปรียบได้ดั่งยาเสพย์ติด เหล่าชาวเมืองที่สูญเสียศีลธรรมจรรยากับใจที่ฮึกเหิมทะเยอทะยาน ขาดความพอดีทางด้านจิตใจไป...... อัตราการเกิดมีแต่จะลดลง อัตราการฆ่าตัวตายและอาชญากรรมที่วิปริตเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ สังคมทั้งหมดเริ่มมุ่งไปสู่ความตายอย่างช้า ๆ แต่ [วงแหวน] ก็ยังคงให้กำเนิดปาฏิหาริย์ตามคำเรียกร้องไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และแล้วสรวงสวรรค์ที่ถูกสร้างขึ้นบนฟากฟ้า ก็กลายเป็นโรงบ่มเพาะอันเลวทรามต่ำช้าและไร้แก่นสาร ---------เหตุผลที่เหล่าบรรพบุรุษของราชวงศ์ลีเบร์ลวางแผนการปิดผนึก [วงแหวน] มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างที่ว่ามา แล้วก็ถูก [ผู้พิทักษ์] 『守護者』 ที่ [วงแหวน] ได้ปลดปล่อยออกมาเพื่อขัดขวางการก่อสร้างเขตที่ถูกผนึก และดีไวซ์ทาวเวอร์ให้เป็นไปอย่างยากลำบาก...... และท้ายที่สุด [วงแหวน] ก็ถูกผนึกในมิติประหลาด ไปพร้อม ๆ กับนครลอยฟ้า"

- พวกเราต่างตกใจไปตาม ๆ กัน กับเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 1200 ปีก่อน

ศจ. ไวส์แมน "อาจกล่าวได้ว่า เหล่าบรรพบุรุษของราชวงศ์ทำได้ดีแล้วก็คงไม่ผิด ------แต่ลองคิดดูดี ๆ สิ มนุษย์ถูกโยนลงสู่แผ่นดินแห่งความสับสน แล้วเริ่มจากหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพื่อเป็นค่าชดเชยสำหรับเรื่องนั้น และในตอนนี้ ก็กำลังวนเวียนอยู่กับอำนาจที่ได้มา แล้วต่อสู้แย่งชิงโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า...... เรื่องนั้น คือการเลือกที่ถูกต้องแล้วจริง ๆ งั้นหรือ?"
เอสเทล ".........เรื่องนั้น..............."
ศจ. ไวส์แมน "และอีกด้านหนึ่ง มนุษย์ก็ได้วิทยาการซึ่งเรียกว่าออร์บเมนท์มาไว้ในกำมือ แล้วก็เริ่มเพลิดเพลินไปกับการดำรงชีวิตอันสมบูรณ์พูนสุขอีกครั้ง เพียงแต่ตอนนี้ บั้นปลายมีความเป็นไปได้อยู่แค่ 2 ทางเท่านั้น ---------แสวงหาความรื่นรมย์โดยไม่มีเบื่อหน่าย โดยสิ่งที่ตัวเองได้กำหนดและตัดสินไม่มีทางกลายเป็นความจริง แล้วพินาศย่อยยับไปพร้อม ๆ กับโลกใบนี้...... หรือไม่ก็มีชีวิตอยู่ต่อไปราวกับสัตว์เดียรัจฉาน ที่พร้อมจะอุทิศตนให้กับการควบคุมดูแลระบบทั้งมวล เช่นเดียวกับมนุษย์ยุคโบราณ...... จะเสื่อมสลายทางด้านวัตถุ หรือจะเสื่อมสลายทางด้านจิตใจ ไม่ว่าจะข้อไหน ๆ ก็เป็นบั้นปลายที่เป็นไปได้เท่าที่มีอยู่ยังไงล่ะ"

- เอสเทลได้แต่นิ่งเงียบไม่อาจเถียงอะไรได้

ศจ. ไวส์แมน "เพื่อป้องกันเรื่องเหล่านั้น ไม่มีเส้นทางอื่นนอกจากเส้นทางที่มนุษย์จะต้องวิวัฒนาการไปด้วยตัวของตนเองเท่านั้น ------เป็นความมีเหตุผลอันแน่นอนที่ไม่มีทางสั่นคลอน ไม่ว่าจะเป็นการเย้ายวนหรืออุปสรรคความยากลำบากแบบไหน! เป็นภูมิปัญญาอันสูงส่งที่ไม่ยึดติดกับอารมณ์หรือความรู้สึก และทำให้ค้นพบคำตอบที่ถูกต้อง! ขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งมีครบทั้งคู่นั้น คือสิ่งที่จะชี้นำเผ่าพันธุ์ซึ่งเรียกว่ามนุษย์...... นั่นต่างหากล่ะที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของ [แผนการพระสุรเสียง] 『福音計画』 ที่แท้จริง!"

- ไวส์แมนยังพูดต่อโดยไม่ยี่หระกับคำพูดของเพื่อน ๆ เราที่เห็นว่าเรื่องนี้มันออกจะฟังดูลม ๆ แล้ง ๆ ยังไงไม่รู้ แต่ไวส์แมนยังคงมั่นใจว่า เขาจะสามารถนำสมบัติอันยิ่งใหญ่ชิ้นนี้ ชี้นำมวลมนุษย์ให้วิวัฒนาการไปในทางที่ถูกต้อง ตามคำสั่งที่เขารับมาจาก [นายเหนือหัว] ได้ค่ะ

- "เฮ้อ...... พูดตรง ๆ เลยนะ ว่ามันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนายเลยนี่นา" เอสเทลแสดงความเห็นแบบเซ็งสุดขีด สร้างความประหลาดใจให้แก่ไวส์แมนเป็นอย่างมาก

เอสเทล "------เป็นความมีเหตุผลอันแน่นอนที่ไม่มีทางสั่นคลอน ไม่ว่าจะเป็นการเย้ายวนหรืออุปสรรคความยากลำบากแบบไหนงั้นเหรอ? เป็นภูมิปัญญาอันสูงส่งที่ไม่ยึดติดกับอารมณ์หรือความรู้สึก และทำให้ค้นพบคำตอบที่ถูกต้องงั้นเหรอ? ของพรรค์นั้น มีค่าแค่ไหนกันเชียว?"
ศจ. ไวส์แมน "......รู้สึกว่าเธอจะไม่ได้ฟังเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์สินะ มนุษย์ที่วิวัฒนาการเพื่อเอาแต่หลบหนีไปจากความเสื่อมสลายทางด้านวัตถุ หรือไม่ก็ทางด้านจิตใจ......"

- "ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องพรรค์นั้นสักหน่อยนี่" เอสเทลแสดงสีหน้ามั่นใจ พลางพูดต่อว่า

เอสเทล "ที่ชั้นอยากจะพูดก็คือ...... ก่อนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น มันก็ต้องมีสิ่งที่สามารถทำได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอไงต่างหากล่ะ"
ศจ. ไวส์แมน "..........................................."
เอสเทล "โยชัวร์เองก็เคยพูดเหมือนกัน...... ว่าพวกเราไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างไร้พละกำลัง อย่างความผิดปกติในครั้งนี้ ตอนแรกทุกคนก็รู้สึกลังเลใจ จากนั้นก็ร่วมมือกัน แล้วค่อย ๆ ก้าวต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ---------หลังจากที่ชั้นได้เดินทางไปรอบ ๆ ราชอาณาจักร...... ก็ได้เห็นเรื่องนั้นมากับตาคู่นี้จนแน่ใจแล้ว ว่าไม่ต้องมีวิวัฒนาการอะไรนั่น ก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้อยู่แล้วนี่?"
ศจ. ไวส์แมน "......รวมกันเป็นฝูงแล้วมีชีวิตอยู่รอด แม้แต่พวกสัตว์หรือพวกแมลงมันก็ทำกัน เธอคิดที่จะใช้การกระทำระดับนั้น มาบรรยายความเป็นไปได้ของมนุษย์หรือเนี่ย?"
เอสเทล "จะว่าเหมือนก็ได้ไม่เป็นไรอยู่แล้ว เพราะมันช่วยทำให้แน่ใจว่า พวกชั้นก็เป็นสิ่งมีชีวิต แล้วที่ยังมีชีวิตอยู่ มันก็คือความเข้มแข็งไม่ใช่เหรอ?"
ศจ. ไวส์แมน "ว่าไงนะ......"
เอสเทล "แน่นอนว่ามนุษย์...... ไม่ได้มีตัวตนอยู่เพียงแค่นั้น ยังตั้งใจที่จะใช้แรงผลักดัน ทำให้ประกายแสงแห่งชีวิตอยู่รอดต่อไปในแบบของตัวเอง...... ชั้นคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ---------แต่เรื่องนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นยอดมนุษย์ที่ทำได้ทุกอย่างตามที่นายพูด...... แค่ทุก ๆ คน มีน้ำใจนิด ๆ หน่อย ๆ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันก็เพียงพอแล้วล่ะ"
ศจ. ไวส์แมน "................................................."
เอสเทล "พวกคนที่ปิดผนึก [วงแหวน]...... ก็คงจะคิดแบบเดียวล่ะมั้ง? แล้วคงจะคิดว่า เอาแต่พึ่งพาปาฏิหาริย์อย่างเดียวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีก็ได้...... ยิ่งกว่านั้น ถ้าช่องทางที่จะให้คนเราคอยช่วยเหลือกันหายไป ก็เป็นเรื่องไม่ดีสุด ๆ เลยด้วย......"

- "คึคึ...... นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็การช่วยเหลือกันนี่เอง...... เรื่องพรรค์นั้น ค่อยมาพูดหลังจากย้อนกลับไปดูอดีตซะเถอะ อย่างระบบขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าสงคราม ซึ่งถูกทำให้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง...... สายสัมพันธ์ของมนุษย์ มีอยู่อย่างไร้พละกำลังมาในกะลาแคบ ๆ แบบนั้นใช่มั้ยล่ะ?" ไวส์แมนแสยะยิ้มพลางชี้ให้เอสเทลย้อนคิดไปถึงความอ่อนแอของมนุษย์ในมุมมองของคนฉลาดล้ำ (แบบแกมโกง) อย่างเขา

เอสเทล "------ไม่ใช่อย่างนั้น! คุณแม่ใช้ชีวิตปกป้องชั้นจากไฟสงคราม! ด้วยเรื่องนั้น จึงทำให้ชั้นตัดสินใจมุ่งสู่เส้นทางของเบรเซอร์ แล้วตอนนี้...... ก็มายืนอยู่ที่นี่! เพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์ผิดปกติ เพื่อป้องกันไฟสงครามก่อนที่มันจะเกิดขึ้น! ถึงขนาดนี้แล้ว...... ยังจะพูดได้อีกเหรอว่า มนุษย์ไร้พละกำลังน่ะห๊า!?"
ศจ. ไวส์แมน "ฮึ่ม...... ......เถียงคำไม่ตกฟาก......"
เอสเทล "ถ้าคุณปักใจเชื่อว่ามนุษย์ไร้พละกำลังจริง ๆ ล่ะก็...... ถ้าคิดเองเออเองว่าจำเป็นต้องมีการวิวัฒนาการล่ะก็...... ถ้าเป็นอย่างนั้น ชั้นว่าคุณเป็นคนที่น่าสงสารมาก ๆ เลย"
ศจ. ไวส์แมน "!!"
เอสเทล "ก็ไม่รู้จักความยินดีที่จะเชื่อใจใคร ไม่รู้จักความยินดีที่จะช่วยเหลือใคร แล้วก็แสดงความยินดีออกมาไม่ได้ นอกจากต้องทำให้พวกชั้น...... ทำให้ผู้คนดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างนี้...... เหงาเปล่าเปลี่ยว...... ถึงขนาดนั้นน่ะ"
ศจ. ไวส์แมน ".........................................."
เอสเทล "แต่เพราะชั้นเป็นเบรเซอร์...... จึงทำเป็นมองข้ามเรื่องที่คุณทำให้ทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุจำเป็นของตัวคุณเองไม่ได้ ---------ขอโทษนะ...... ถึงจะต้องใช้กำลัง ชั้นก็จะขอหยุดยั้งคุณล่ะ"

- พวกเราชักอาวุธเตรียมพร้อมบุกทุกเมื่อ แต่ไวส์แมนยังคงนิ่งเงียบ สายตาที่แฝงได้ด้วยความไม่พอใจของเขาจับจ้องไปยังเอสเทล "คึคึ...... สาวน้อยผู้โง่เขลาเบาปัญญาเอาแต่พูดมากน่ารำคาญ......" เขาพูดขึ้นพลางแสยะยิ้ม

ศจ. ไวส์แมน "ถ้าอย่างนั้น ใช้ร่างกายนั่น พิสูจน์คำพูดของข้าคนนี้ให้ดูหน่อยสิ"

- ทันทีที่ไวส์แมนดีดนิ้ว ดวงตาสีเพลิงราวกับดวงตาของปิศาจเบิกโพลงขึ้น (เนตรมาร) ตรึงร่างของเหล่าพวกพ้องเอาไว้ เหลือเพียงแต่เอสเทลที่ยังขยับตัวได้

- "หึหึ พวกเธอ ยืนดูอยู่ตรงนั้นนิ่ง ๆ ซะ มันคงจะเป็นละครที่สนุกสนานมากแน่ ๆ ......โยชัวร์ ออกไปเล่นสักหน่อยสิ" ไวส์แมนออกคำสั่งอย่างเลือดเย็น โดยที่เอสเทลได้แต่เรียกชื่อของโยชัวร์ ที่กำลังหันดาบเตรียมพร้อมบุกโจมตีใส่เธอ

ศจ. ไวส์แมน "คึคึ เอสเทลคุง แสดงให้ฉันดูให้ชัด ๆ ทีสิ ว่าสิ่งมีชีวิตซึ่งเรียกว่ามนุษย์ จะแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งเช่นไรเมื่อตกอยู่ในความสิ้นหวังน่ะ"
เอสเทล "คึ......!"

- โยชัวร์ใช้ท่าลับ คมดาบมายาของเขาเข้าโจมตี เพียงกระบวนท่าเดียวก็ทำให้เอสเทลทรุดลงไปในทันที

โยชัวร์ "................................................"
เอสเทล "......คึ...... โยชัวร์......"
ศจ. ไวส์แมน "โฮ่...... เป็นท่าที่ยอดเยี่ยมมาก ดูเหมือนจะคุ้มค่าที่เอาไปฝากให้ [นักดาบผู้ยิ่งใหญ่] 『剣聖』 ดูแลมานะ เพียงเท่านี้ ก็หมายความว่าระดับความสำเร็จของผลงานที่ฉันทำเพิ่มขึ้นอีกแล้ว"

- "นะ นาย......!" เอสเทลค่อย ๆ ฝืนตัวลุกยืนขึ้น

ศจ. ไวส์แมน "เอ้า...... การแสดงเพื่อความสนุกสนานที่แท้จริง มันต่อจากนี้ต่างหากล่ะ โยชัวร์ ทำให้หล่อนไร้พละกำลังซะ"
เอสเทล "!!"

- โยชัวร์กระโจนเข้าจู่โจมเอสเทลจนล้มทั้งยืน เขากดร่างของเธอเอาไว้ พลางจ่อดาบคู่ไปที่คอของเอสเทล

ศจ. ไวส์แมน "หึหึ รู้สึกว่าเธอ จะไม่สามารถพิสูจน์ความเข้มแข็งของมนุษย์ได้นะ ถึงฉันจะเป็นแค่นักวิชาการปลายแถว แต่ก็ตั้งใจเอาไว้ว่า จะต้องเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะพิสูจน์ว่าการทดลองเป็นจริง เพราะฉะนั้นฉันจะให้โยชัวร์...... เป็นคนพิสูจน์แทนเธอก็แล้วกัน"
เอสเทล "............เอ๊ะ........................"
ศจ. ไวส์แมน "แค่การทดลองง่าย ๆ บางอย่าง......ฉันจะให้โยชัวร์ดับลมหายใจของเธอไปทั้ง ๆ แบบนี้ หลังจากที่เห็นสมควรดีแล้ว ก็จะให้สัญญาณ ทำให้เขากลับไปเป็นเหมือนเดิมยังไงล่ะ"
เอสเทล "!!!"
ศจ. ไวส์แมน "หึหึ...... โยชัวร์จะแสดงสีหน้าแบบไหน? ไม่รู้ว่าจะกลัวจนตัวสั่นหรือเปล่านะ?"
เอสเทล "มะ ไม่ตลกเลยนะยะ!"

- "ถ้าทำอย่างนั้นลงไปล่ะก็ โยชัวร์...... โยชัวร์จะ......" เอสเทลน้ำตาปริ่ม

ศจ. ไวส์แมน "ฮะฮะ อาจจะเป็นคราวนี้ต่างหากล่ะมั้ง ที่หัวใจจะกระจัดกระจายแตกสลายเป็นผุยผงไปโดยสมบูรณ์น่ะ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมา แค่ฉันสร้างหัวใจดวงใหม่ให้อีกครั้งก็จบเรื่องแล้ว และก็ว่าจะให้โอกาสกลับไปเป็นมนุษย์เหมือนอย่างเดิมอีกครั้ง หึหึ...... เป็นความสนุกสนานต่อจากนี้ไปยังไงล่ะ"
เอสเทล "อย่านะ...... ......ทำแบบนั้น...... มันโหดร้ายเกินไป......"
ศจ. ไวส์แมน "คึคึคึ...... ถ้าอย่างนั้นโยชัวร์...... กระซวกให้มันจบ ๆ ไปซะสิ"
โยชัวร์ "..................................................."

- โยชัวร์ชูดาบขึ้น เอสเทลได้แต่หลับตารอรับความตายจากคมดาบของเขาโดยไม่มีขัดขืน

เอสเทล "......โย...... ชัวร์...... ขอโทษด้วยนะ...... ทั้ง ๆ ที่บอกว่าจะไม่ตายเด็ดขาด...... ขอโทษด้วยนะ...... ......ทั้ง ๆ ที่สัญญากันเอาไว้ว่าจะเดินไปด้วยกัน......"

- เหล่าพวกพ้องได้แต่ยืนดู โดยที่ทำได้แค่เพียงร้องขอให้โยชัวร์หยุดดาบ
(ในกรณีที่นำ "หลวงพ่อเควิน" ร่วมกลุ่มต่อสู้มาด้วย จะมีเขาคนเดียว ที่ไม่ร้องเรียกให้โยชัวร์หยุดดาบค่ะ ถ้าสงสัยว่าทำไมล่ะก็ อ่านต่อได้เลยค่า)

เอสเทล "แต่ว่า...... ชั้น...... เชื่อนะ...... ว่าโยชัวร์...... จะไม่แพ้เด็ดขาด...... ถึงชั้นจะไม่อยู่แล้ว...... ......ก็จะไม่หนีไปจากความเป็นจริง......"
โยชัวร์ "......ขอโทษที ที่ผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนิดหน่อย"

- ฉับพลันนั้น โยชัวร์เร้นกายเข้าโจมตีไวส์แมนอย่างรวดเร็ว ถึงไวส์แมนกำลังงุนงนกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็สามารถป้องกันและถอยไปตั้งหลักได้อย่างทันท่วงที
- ในจังหวะนั้น เหล่าเพื่อนพ้องก็สามารถขยับตัวได้เป็นปกติ แล้ววิ่งเข้าไปสมทบกับเอสเทลที่ค่อย ๆ ลุกยืนขึ้น มองดูแผ่นหลังของโยชัวร์ที่กำลังปกป้องเธอ

เอสเทล "......โย...... ชัวร์......?"
โยชัวร์ "......ขอโทษด้วยนะเอสเทล ดูเหมือนว่าผมจะทำให้เธอเป็นทุกข์ทีเดียวนะ"

- โยชัวร์ยิ้มเล็ก ๆ พร้อมกับขอโทษที่ทำให้เอสเทลเป็นห่วง

ศจ. ไวส์แมน "บะ บ้าน่า...... ไม่น่าจะดึงเอาจิตมุ่งมั่นกลับมาได้จากสภาพแบบนั้น...... ! เดี๋ยว......! แก...... [ตราบาป] ที่ไหล่หายไปไหนแล้ว!?"

- ไวส์แมนเพิ่งสังเกตเห็นว่า รอยสักสีแดงสัญลักษณ์ขององค์กร หรือก็คือ [ตราบาป] ที่ไหล่ของโยชัวร์หายไป

โยชัวร์ "................................................ ......[ตราบาป] ที่คุณสลักลงไปในจิตใต้สำนึกของผม ไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะมันเพิ่งจะกลายเป็นผุยผงไปเมื่อกี๊นี้เองน่ะสิ"
ศจ. ไวส์แมน "วะ ว่าไงนะ!?"
โยชัวร์ "ผมรับเอาลิ่มที่เป็นสัญญาณที่คุณตอกลงมาในจุดที่มี [ตราบาป] อยู่ แล้วในช่วงที่มันโหลดเข้ามา ผมก็ให้สัญญาณตัวเองในลักษณะที่ว่า [ตราบาป] จะสลายไปซ้ำไปซ้ำมาเรื่อย ๆ"
ศจ. ไวส์แมน "!!!"
เอสเทล "ละ ลิ่มที่เป็นสัญญาณ......"
โยชัวร์ "------ดูเหมือนว่าผม ไม่อยากจะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเธอไปทั้ง ๆ แบบนี้น่ะสิ ก็เลยไปขอร้องคุณเควินทันทีที่เครื่องลงจอดฉุกเฉินบนนคร"
เอสเทล "หะ ให้คุณเควินช่วย......!?"

◆ในกรณีที่มี "หลวงพ่อเควิน" ร่วมกลุ่มมาด้วย จะมีบทสนทนาพิเศษที่แตกต่างออกไปค่ะ ซึ่งบทสนทนาต่อไปนี้เป็นกรณีที่นำเควินร่วมกลุ่มนะคะ

หลวงพ่อเควิน "เฮ้อ~ ตอนที่มาปรึกษาก็คิดอยู่ว่าจะทำไงดี บอกตามตรง เมื่อเอาจุดนั้นออกไป ก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะกลับมาสู่สภาพเดิมไม่ได้น่ะ ---------แต่โยชัวร์คุง...... ก็ชนะการเดิมพันได้อย่างยอดเยี่ยม"
โยชัวร์ "ครับ...... ต้องขอบคุณคุณเควินจริง ๆ"
เอสเทล "อะ อ๊ะฮะฮะ...... อย่างนี้นี่เอง......"
ศจ. ไวส์แมน "เควิน แกรแฮม...... เคยดูแคลนไป เพราะเห็นว่าเป็นแค่คนเข้าใหม่ของหน่วยอัศวิน แต่นึกไม่ถึงว่าจะแสร้งทำตัวได้อย่างโอหังนัก......"
หลวงพ่อเควิน "นี่ก็คงเป็นการชี้นำของเทพธิดา อาจจะเป็นส่วนที่เลวร้าย สำหรับนายที่ออกจากโบสถ์ไปแล้วก็ได้มั้งนะ ยิ่งไปกว่านั้น ชั้นก็แค่ช่วยเหลือจนถึงที่สุดเอง เพราะคนชี้แนะเป็นคนอื่นน่ะ"
ศจ. ไวส์แมน "วะ ว่าไงนะ...... ! หรือว่า...... คาซิอุส ไบรท์เป็นคนบอกงั้นเรอะ!"

- "อ๊ะ......" เอสเทลนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนที่จะขึ้นมาบนนครลอยฟ้าแห่งนี้ ตอนที่ป๋าคาซิอุสฝากจดหมายฉบับหนึ่งให้กับโยชัวร์

เอสเทล "งี้นี่เอง...... จดหมายในตอนนั้น......"
โยชัวร์ "อืม...... ในจดหมายเขียนไว้ว่า [กุญแจที่จะคลายคำสาปของลูก หลวงพ่อเควินคงจะเป็นคนเก็บเอาไว้ แต่จะใช้กุญแจดอกนั้นได้หรือไม่อย่างไร ก็เป็นปัญหาของตัวลูกเอง มองการกระทำของไอ้เจ้าไวส์แมนให้ออก แล้วเอาชนะตัวเองให้พ่อดูสิ] อย่างนี้น่ะ"

- พวกเราต่างก็ชื่นชมไปกับการมองการณ์ไกล และการอ่านเรื่องราวได้อย่างทะลุปรุโปร่งของป๋าสุดเทพค่ะ (เก่งแบบนี้ทำไมไม่เป็นพระเอกไปเลยล่ะเนี่ย แต่พระเอกอายุเหยียบ 50 มีค่ายไหนเขาทำกันบ้างนะ 555)

โยชัวร์ "บอกตามตรง...... ก็กังวลใจทีเดียว ว่าคุณที่ควบคุมผมได้อีกเป็นครั้งที่ 2 คิดจะให้ผมทำอะไรกันแน่ แล้วผมก็ลอง...... เดิมพันลงไปทั้งหมดที่จุดนั้นจุดเดียว เดิมพันกับความเป็นไปได้ที่คุณ จะให้ผมลงมือทำเรื่องที่ตัวผมหวาดกลัวที่สุด แล้วคุณก็ออกคำสั่งไปตามนั้น...... ผลก็คือ [ตราบาป] กระจัดกระจายแตกสลายไป ----------ผม...... เป็นอิสระจากคุณโดยสมบูรณ์แล้ว"
เอสเทล "โยชัวร์......"
ศจ. ไวส์แมน "......โง่เง่า...... ถ้าเชื่อฟังฉันต่อไป ก็จะปืนขึ้นขึ้นไปยังจุดสูงสุดได้...... พอไปถึงระดับใหม่ ก็จะให้วิวัฒนาการแท้ ๆ...... "
โยชัวร์ "ผมก็เหมือนกับเอสเทล...... ที่ไม่สนใจของพรรค์นั้นหรอก นอกจากนั้นสิ่งที่เรียกว่าเส้นทาง...... ไม่ใช่สิ่งที่จะรับมาจากคนอื่นได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน หาให้พบ แล้วออกไปจากความมืดมิดด้วยตัวของตัวเองต่างหาก"
ศจ. ไวส์แมน "ฮะฮะ...... ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจอยู่แล้ว! แต่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ คือประวัติศาสตร์ที่มืดมิด! หากไม่ได้แสงสว่างอันยิ่งใหญ่ชี้นำ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักเท่าไรก็ยังคงหลงทางต่อไปเรื่อย ๆ!"
โยชัวร์ "ผิดแล้ว------! ถึงแม้จะอยู่ในความมืดมิด มนุษย์ก็จะพึ่งพากัน เป็นแสงสว่างที่ปลดปล่อยให้แก่กันและกัน และก็สามารถเดินเคียงข้างไปด้วยกันได้! ซึ่งนั่นคือ...... พลังของพวกผมที่ทำให้มาอยู่ที่นี่ในตอนนี้ยังไงล่ะ!"
เอสเทล "โยชัวร์......"
ศจ. ไวส์แมน "......คึคึ...... เป็นแค่ผู้ดำเนินแผนการ ผลงานที่ไม่สมบูรณ์ แต่ดันพูดมากน่ารำคาญซะจริง ---------ถ้าอย่างนั้น จงแสดงให้ดูสิ...... ว่าเจ้าแสงสว่างอะไรนั่นของพวกแก จะส่องประกายเจิดจ้าแม้อยู่ในความมืดมิดน่ะ......"

- ไวส์แมนกวัดแกว่งคฑา เรียกเหล่าสมุนของเขาออกมา

ศจ. ไวส์แมน "จงแสดงให้ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์แห่ง [นายเหนือหัว] ------ แสดงให้หนึ่งในเสาแห่ง [สาวกแห่งงู] 『蛇の使徒』 ผู้มีพลังของ [ไร้หน้า] 『白面』 ดูซะสิ!"
เอสเทล "......ก็ตั้งใจไว้อย่างนั้นอยู่แล้วย่ะ!"
โยชัวร์ "จะบุกด้วยพลังทั้งหมดที่มีเลยล่ะ!"

- ไวส์แมน + คราบยุทธวิธี *4 -
- 『ワイスマン + 戦術殻*4』 -
**แนะนำ ให้สวมเครื่องประดับป้องกัน "สับสน" และ "ผนึกทักษะ" เอาไว้ จะง่ายขึ้นค่ะ**
**พึงระวัง เราไม่สามารถทำให้ไวส์แมนติดสถานะผิดปกติได้ แนะนำ ให้ใช้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ของฝ่ายเราแทนค่ะ**
**ไวส์แมนเชี่ยวชาญทางด้านเวทย์มนต์ สมกับที่โยชัวร์เรียกว่า "ผู้ใช้มนตรา" เขาสามารถใช้อาร์ทระดับสูงอย่าง "ลอสต์เมเบียส", "เดธ สครีม", "ออร์เบิล ดาวน์" หรือแม้แต่อาร์ทพิเศษอย่าง "ดาร์ค แมทเทอร์ รุ่นปรับปรุง" ที่โจมตีกินอาณาเขตกว้าง ทั้งยังสามารถทำให้เราติด MOV Down และดึงพวกเรามารวมกันได้เหมือนกับลอสต์เมเบียสค่ะ**
**ระวัง อาร์ท "เจเนซิ่งบาเรีย" ของเขาให้ดี เพราะถ้าไวส์แมนใช้ท่านี้ นอกจากจะฟื้นฟู HP ฝ่ายเขา 1000 หน่วยแล้ว ยังป้องกันการโจมตีจากอาร์ทของฝ่ายเราได้ทุกรูปแบบ ทั้งยังไม่มีวิธีแก้ ต้องปล่อยทิ้งเอาไว้สักพักถึงจะหายไปเองค่ะ**
**อย่างที่ทราบกัน ไวส์แมนเป็นคนฝึกฝนเทคนิคในการลอบสังหารให้โยชัวร์ เขาจึงมีคราฟท์ "แก่นแท้ เนตรมาร" ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคราฟท์ของโยชัวร์ เพราะสามารถทำให้เราติด "สับสน" + AT Delay ได้ค่ะ**
**เมื่อโดนคราฟท์ "ขับไล่ห้วงเวลา" เราจะเกิดอาการ Vanish ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แถมท่านี้ยังทำให้ EP ของเรากลายเป็นศูนย์ได้อีกด้วย พึงระลึกไว้เสมอว่า เราไม่สามารถป้องกันท่านี้ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ค่ะ**
**แนะนำ ให้ปราบคราบยุทธวิธีก่อน เพราะเจ้าตัวนี้สามารถโจมตีแล้วทำให้เราติด "ผนึกมาร" ได้ค่ะ**
**ป.ล. เสียงพากษ์ของไวส์แมน เซ็กซี่อย่างแรงค่าาาา**
ดูคราฟท์ต่าง ๆ ของ "ไวส์แมน" ได้ตรงนี้ค่ะ

- ปราบได้ ไวส์แมนจะรู้สึกประหลาดใจที่เราสามารถเอาชนะเขาได้ และเขาก็เริ่มวางแผนชั่วร้ายบางอย่าง โดยเทเลพอร์ตตัวเองไปยังแท่นที่อยู่ใต้ [วงแหวนประกายแสง] ค่ะ

ศจ. ไวส์แมน "ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนำไปถวายให้แด่ [นายเหนือหัว] ทั้ง ๆ อย่างนี้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว...... จงรู้สำนึกซะว่า คู่มือที่พวกแกกำลังแยกเขี้ยวใส่มีตัวตนเช่นไร"

- ร่างของไวส์แมนลอยสูงขึ้น ทันทีที่เขาไปถึงแกนกลาง [วงแหวนประกายแสง] ก็สำแดงฤทธิ์ ส่องแสงสีทองทอประกายวาววาบไปทั่ว

- และแล้วร่างของไวส์แมนที่รวมตัวเข้ากับ [วงแหวนประกายแสง] ก็ปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของพวกเราค่ะ

- "คึคึคึ...... ความรู้สึกที่สัมผัสได้นี่...... ไม่เลวยิ่งกว่าที่คิดไว้......" เสียงของไวส์แมนดังออกมาจากร่างของสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ ที่กำลังปลดปล่อยพลังกดดันวิญญาณออกมาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล

เสียงไวส์แมน "เอาล่ะ...... ก่อนอื่นจะขอทดสอบอะไรหน่อยได้มั้ย...... อย่างพลังอันยิ่งใหญ่ของ [ทูตสวรรค์] ที่จะชี้นำมนุษย์ไปสู่ระดับใหม่ ๆ น่ะ......!"

- เกิดการต่อสู้ขึ้นกับ "แองเจลไวส์แมน" ทันที แต่เพราะมีบาเรียคอยคุ้มกันอยู่ พวกเราจึงไม่สามารถทำอะไรศัตรูได้แม้แต่นิดเดียว และเมื่อถึงเทิร์นของศัตรู เราจะโดน "หอกเทพอินันน่า" 『神槍イナンナ』 โจมตีจนหมดท่าไปเลยค่ะ

เสียงไวส์แมน "หึหึ...... รู้สึกว่าในที่สุดก็รู้สำนึกแล้วสินะ ว่านี่ต่างหากที่เป็นพลังอันแท้จริง"
เอสเทล "มะ ไม่จริง...... ทำไมการโจมตีของทางนี้ทำอะไรไม่ได้เลยล่ะ......"
โยชัวร์ "มันกำลังแผ่ม่านพลังบางอย่างอยู่น่ะ...... แต่...... ไม่คิดเลยว่าจะใช้ได้ถึงขนาดนี้......"
เสียงไวส์แมน "คึคึ ในบรรดาสมบัติทั้งเจ็ด [วงแหวนประกายแสง] เป็นสิ่งที่คอยควบคุมดูแลห้วงอวกาศ...... สามารถแผ่ [ม่านพลังสัมบูรณ์] ออกมาได้อย่างท่วมท้น ซึ่งเวทย์มนตร์ออร์บเมนท์ไม่อาจเทียบเคียงได้ มิติที่ฉันกับพวกเธออยู่ มันแตกต่างกันมากเกินไปเสียแล้วล่ะ"

- เนตรมารของไวส์แมน สะกดการเคลื่อนไหวของพวกเราทุกคนอีกครั้ง
- "ไวส์แมน...... คุณนี่มัน......" สายตาอันเคียดแค้นของโยชัวร์จับจ้องไปยังไวส์แมน

เสียงของไวส์แมน "คึคึ...... แววตานั่น...... จะฆ่านายทิ้งซะมันน่าเสียดายอย่างที่คิดจริง ๆ...... จะค่อย ๆ ปรับปรุง แล้วก็จะฝัง [ตราบาป] ให้อีกครั้ง...... และหลังจากที่ได้รับความหวัง ฉันจะทำลายให้ก่อนที่มันจะเติบโตยิ่งขึ้นอีกครั้ง...... สภาพที่ความหวังเปลี่ยนแปลงไปเป็นความสิ้นหวัง...... จะเป็นความสนุกที่เฝ้ารอจากนี้ไปนะ...... คึคึคึ......"

- "เฮ้อ...... ดู ๆ ไปแล้วเรียกว่าป่วย น่าจะเหมาะกว่าคำว่ารสนิยมแย่นะ" เสียงชายหนุ่มดังขึ้น ณ เบื้องหน้าของพวกเราในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น "จักรพรรดิดาบเรเว" ก็ขี่ดรากิออนสีดำขลับเข้ามา และบังคับมันเข้าโจมตีไวส์แมน

เสียงไวส์แมน "ฮืม...... น่าจะจัดการเธอให้จบ ๆ เรื่องไปก่อนรึเนี่ย แต่ว่าเรเว เพิ่งมาเอาป่านนี้ เธอจะทำอะไรได้? ถึงจะใช้ดรากิออนก็เถอะ ยังไง ๆ ก็ไม่มีทางทำลายม่านพลังของ [วงแหวน] ได้อยู่ดี"
จักรพรรดิดาบเรเว "......ก็คงงั้น ว่าแต่ไวส์แมน ชั้นมีอะไรอยากจะถามสักหน่อย [โศกนาฏกรรมแห่งเฮอร์เมล] 『ハーメルの悲劇』 ...... แกมีส่วนร่วมไปถึงขั้นไหน?"
โยชัวร์ "!?"
เสียงไวส์แมน "โอ้ อย่าพูดจาในแง่ที่ทำให้คนอื่นฟังดูไม่ดีนักสิ เรื่องนั้นเป็นคดีที่ฝ่ายฝักใฝ่สงครามที่อยู่ในจักรวรรดิ วางแผนก่อการขึ้นเองทั้งหมดไม่ใช่หรือไง? แล้วทำไมฉันจะต้องไปมีส่วนร่วมด้วยล่ะ?"
จักรพรรดิดาบเรเว "นั่นก็เพราะแกคือ [งู] 『蛇』 ยังไงล่ะ ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าผู้ที่มีความอ่อนแอ เพรียกแผนการที่จะนำมาซึ่งความหายนะ...... แล้วบรรลุเป้าหมายของตน โดยที่มือไม่ต้องแปดเปื้อน...... ......นั่นเป็นวิธีการของแกใช่มั้ยล่ะ"
โยชัวร์ "อ๊ะ......"
จักรพรรดิดาบเรเว "จริง ๆ แล้ว ชั้นได้ยินมาว่าพวกหัวหอกของฝ่ายฝักใฝ่สงคราม มีแต่พวกคนสิ้นไร้ไม้ตอกเพราะพ่ายแพ้ไปในการแย่งชิงอำนาจในสมัยนั้น ถ้าหากสงครามเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นแนวทางของแผนการในครั้งนี้ล่ะก็...... ชั้นว่ามันคงจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้"
เสียงไวส์แมน "คึคึคึ...... อย่างนี้นี่เอง เอาเถอะ ส่วนใหญ่ก็คงจะตรงตามที่นายพูดมา"
เอสเทล "!!"
เสียงของไวส์แมน "เพียงแต่ว่าสิ่งที่ฉันทำ ก็แค่แนะนำทหารพรานที่ล่มสลายไปแล้วให้พวกเขารู้จัก แล้วก็กระซิบบอกชื่อของเฮอร์เมลไปก็เท่านั้นเอง แค่เรื่องนิดเดียว สถานการณ์ก็ดำเนินไป แล้วก็ลุกลามไปสู่สงครามในชั่วพริบตา คึคึ...... ซึ่งก็คือผลลัพธ์ของการทดลองที่ทำให้ได้รู้ถึงฝีมือของมนุษย์ยังไงล่ะ"

- เมื่อพวกเราได้ฟังก็รู้สึกคลื่นไส้และแค้นเคืองกับการกระทำของไวส์แมน ที่ได้วางแผนชั่วร้ายอันแยบยลมาตั้งแต่ 10 ปีก่อนเป็นอย่างมาก

จักรพรรดิดาบเรเว "อย่างนี้นี่เอง...... ส่วนใหญ่ก็ตรงตามที่คิดเอาไว้อย่างงั้นหรือ"
เสียงไวส์แมน "......โอ้ เยือกเย็นกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีกนะ ทั้ง ๆ ที่ฉันอยากจะให้เธอรู้สึกโกรธแค้นยิ่งกว่านี้อีกสักนิด"

- "หึหึ ก็เพราะใจของชั้นมันด้านชามาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วน่ะสิ......" เรเวกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แสนเย็นชา

จักรพรรดิดาบเรเว "แต่ความผิดที่แกทำให้ชั้นหมดสติไปจากข้างหลังเมื่อครู่นี้ สำหรับ [จักรพรรดิดาบ] แล้ว ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างมาก ชั้นจะขอทวงคืนเฉพาะหนี้แค้นอันนั้นก็แล้วกัน"
เสียงไวส์แมน "ว่าไงนะ......"

- เรเวกระโดดขึ้นไปบนแขนของดรากิออน แล้วใช้ดาบสีทองเล่มใหญ่ของเขาฟันลงไปตรงจุดที่ดรากิออนกำลังเจาะม่านพลังอยู่ เพียงดาบเดียวก็ทำให้ม่านพลังเกิดรอยร้าวขึ้นได้

เสียงไวส์แมน "บะ บ้าน่า...... ม่านพลังสัมบูรณ์ของ [วงแหวน] กำลังจะ...... !!! อย่างนี้นี่เอง...... ดาบเล่มนั้นมัน!"
จักรพรรดิดาบเรเว "ถูกต้อง...... ดาบที่ชั้นได้รับมาจาก [นายเหนือหัว]...... ดาบมารที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยหลักการ [นอกรีต] เหมือนกับคฑาของแกยังไงล่ะ......"
เสียงไวส์แมน "คึ...... ไม่ทันระวัง...... ......ฮึ้ยย...... ปล่อยซะ...... ปล่อยเดี๋ยวนี้..... เจ้าคนโง่เง่าเบาปัญญา!"

- ไวส์แมนปลดปล่อยคลื่นพลังออกมาปกป้องตัวเอง แต่ทว่าสายไปเสียแล้ว พลังจากดาบของเรเวทำให้ม่านพลังแตกออก พร้อมกับแรงดันภายในที่ระเบิดออกมา ทำให้เรเวและดรากิออนกระเด็นไปอีกทาง

- "ระ เรเว!?" โยชัวร์ตะโกนเรียกเรเวด้วยความเป็นห่วง

จักรพรรดิดาบเรเว "ไม่ต้องสนใจชั้น......! เส้นทางเปิดออกแล้ว......! ......ที่เหลือพวกนายจงแพ้วถางมันซะ......!"
โยชัวร์ "คึ......!"

- โยชัวร์จำยอมปล่อยเรเวทิ้งเอาไว้ และหันมาเผชิญหน้ากับไวส์แมนอย่างไม่มีทางเลือก

- "......ทำได้ดี...... แต่ก็ช่างเถอะ...... ม่านพลังสัมบูรณ์อะไรนั่น มันก็แค่พลังปลายแถวของ [วงแหวน] ...... " ไวส์แมนกล่าวขึ้น พลางเผยให้เห็นลูกแก้วที่อยู่กลางหน้าอกของเขาที่กำลังส่องแสงสีทองเรืองรอง "......จะปลดปล่อยพลังทั้งหมด แล้วจะให้พวกแกได้ลิ้มรสชาติแห่งความสิ้นหวัง......"

- จากนี้ไป เราจะต้องต่อสู้ในฐานะเบรเซอร์ ในฐานะชาวลีเบร์ล และในฐานะมนุษย์กับ "แองเจลไวส์แมน" อีกครั้งในโลกต่างมิติค่ะ

- แองเจลไวส์แมน (ร่างแรก) + กรีดลูปเปอร์ *4 -
- 『アンヘルワイスマン(第一形態) + グリードルーパー*4』 -
**เมื่อเริ่มการต่อสู้ HP&EP ของพวกเรา ตัวเกมจะฟื้นฟูให้จนเต็มค่ะ**
**ในร่างนี้ ไวส์แมนยังคงใช้อาร์ทระดับสูงของทุกคุณสมบัติได้ ไม่ว่าจะเป็น "จิโอคาทราสโทรฟ", "โคคิวทอส", "อาร์คโพรมิแนนส์", "แกรนสตรีม" และ "อบิส ฟอล" ค่ะ**
**และท่าประจำตัวทั้งหลายในร่างนี้ก็น่ากลัวใช่ย่อย ไม่ว่าจะเป็น "แสงอานุภาพเอนีล" ที่ถึงแม้จะฟื้นฟู HP ให้ฝ่ายเรา แต่ก็ทำให้ติด "สับสน", "หอกเทพอินันน่า" ที่โจมตีกินอาณาเขตปานกลาง ทั้งยังทำให้เราติด DEF Down หรือ "ดาราชั่วร้ายชาบัต" ที่โจมตีทั่วฉากและพัดฝ่ายเราจนร่นไปอยู่ในแนวหลังค่ะ**
**เมื่อแองเจลไวส์แวนร่ายอาร์ทใด ๆ ก็ตาม DEF&ADF ของมันจะลดลง ให้เราฉวยโอกาสตอนนี้กระหน่ำโจมตีให้ได้มากที่สุดค่ะ**
**ระวัง กรีด ลูปเปอร์ สามารถโจมตีเราพร้อม ๆ กับดูด CP ได้ด้วย แนะนำ ให้ปราบเจ้าตัวนี้ก่อนเป็นดีที่สุดค่ะ**
**แองเจลไวส์แมน สามารถเรียก "กรีด ลูปเปอร์" มาเพิ่มได้ค่ะ**

- ปราบได้ ไวส์แมนแทบไม่เชื่อสายตาเลยว่า พวกเราจะสามารถทนทายาดมาได้จนถึงขนาดนี้ ในขณะที่ไวส์แมนกำลังจะเข้าโจมตีเราอีกครั้ง จู่ ๆ ก็เกิดความผิดปกติอะไรบางอย่างขึ้นกับตัวเขา

- [วงแหวน] ที่อยู่ภายในร่างของไวส์แมน ส่งเสียงขานรับความต้องการที่ไวส์แมนไม่ได้ขอ ฉับพลันที่ลูกแก้วตรงกลางอกส่องแสง สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายงูก็ผุดขึ้นมาจากเบื้องล่าง และประกอบตัวเองเข้ากับร่างของไวส์แมนที่ค่อย ๆ ถูก [วงแหวน] ควบคุมสติสัมปชัญญะ

- บัดนี้ ดวงตาของแองเจลไวส์แมนเบิกกว้างขึ้น 6 ดวง สยายปีกทั้ง 10 ปีกขึ้นอย่างน่าพรั่นพรึง พลังกดดันวิญญาณแผ่กระจายท่วมท้น แต่เพื่อที่จะกลับไปหาเรเว พวกเรามีทางเดียวที่ทำได้ก็คือ โค่นมันซะ!! ค่ะ

- แองเจลไวส์แมน (ร่างที่ 2) + อัลฟ่าโอเมก้า *4 -
- 『アンヘルワイスマン(第二形態) + アルファオメガ*4』 -
**แองเจลไวส์แมนร่าง 2 ที่งดงาม (?) ราวกับทูตสวรรค์และมีหางเป็นงูตัวนี้ เก่งเทพและก็มี HP ที่โกงสุด ๆ สมกับเป็นลาสต์บอสจริง ๆ ค่ะ**
** ถึงแม้ ร่างนี้จะไม่สามารถใช้อาร์ทได้ แต่ก็มีท่าต่าง ๆ อันแสนน่ากลัวมาทดแทนหลายท่า**
**ไม่ว่าจะเป็นท่าดั้งเดิมอย่าง "หอกเทพอินันน่า" (อาณาเขตปานกลาง - โจมตี + ทำให้ติด DEF Down)**
**หรือท่า "งูฉกแอกุออบ" 『蛇突アグオブ』 ที่ใช้หางซึ่งไม่ได้มีไว้โชว์ให้น่ากั๊วน่ากลัวเฉย ๆ โจมตีพร้อมกับสกัดกั้นการร่ายอาร์ทของฝ่ายเรา**
**"เกลียวมารพาเมลิค" 『乱旋パメリク』 (โจมตี + ทำให้ติดสับสน)**
**คำสาปออร์บุส 『呪縛オルブス』 (ทำให้ฝ่ายเราตัวเล็กลง)**
**หากเห็นลูกแก้วตรงกลางอกของไวส์แมนเป็นสีฟ้าเรืองรอง แสดงว่าเรากำลังจะโดน "สูบจิตศักดิ์สิทธิ์คุบริเอ" 『吸聖クブリエ』 ที่สามารถดูด CP พวกเราไปได้ไม่ใช่น้อยเลยล่ะค่ะ (ก็หมดหลอดเลยล่ะ 555)**
**เมื่อเห็นศัตรูชาร์จ (สังเกตดูจะมีวงแหวนขนาดใหญ่ขึ้นรอบตัวไวส์แมน และฉากกลายเป็นสีส้มเหมือนกับลูกแก้วตรงกลางอก) นั่นหมายความว่าเทิร์นต่อไปมันจะใช้ "เทวากราดเกรี้ยวแองเจล" 『激神アンヘル』 ที่จะเพิ่ม STR&SPD ให้ตัวเอง (แล้วก็ใส่ทรงกลดบนหัวให้ตัวเองด้วย) ซึ่งเราไม่สามารถยกเลิกท่านี้ได้ค่ะ**
**เมื่อแองเจลไวส์แมนชาร์จ (จะมีวงแหวนสีม่วง ๆ อยู่ด้านหลัง) เทิร์นต่อไปมันจะเสกวงเวทย์สีดำขี้นบนพื้นที่เรายืนอยู่ ระวังให้ดี ในเทิร์นถัดไปเรากำลังจะโดนท่า "พิภพวินาศโนว์อาว่า" 『滅界ノウアバ』 (อาณาเขตแคบ - ชาร์จก่อนใช้ ยกเลิกไม่ได้) ที่จะทำให้พื้นและตัวละครที่อยู่ในอาณาเขตหายไป และไม่สามารถกลับมาร่วมการต่อสู้ได้อีก แนะนำ ให้รีบเดินหนีออกมาโดยเร็วค่ะ**
**เมื่อเห็น แองแจลไวส์แมนชาร์จปีกทั้งสองข้าง (จะเห็นเป็นแสงสีเขียว ๆ) นั่นหมายความว่าในเทิร์นต่อไป ศัตรูจะใช้ท่าที่โจมตีได้รุนแรงสุดยอดอย่าง "ประกายระเบิดอดันเต้" 『爆輝アダンテ』 (ทั่วฉาก - ยกเลิกไม่ได้) ถ้าไม่ได้เตรียมการป้องกันเอาไว้ แนะนำ ให้ร่ายอาร์ทเพิ่มเลือดเตรียมไว้ได้เลยค่ะ**
**สังเกตดูดี ๆ เมื่อแองเจลไวส์แมนเพิ่ม DEF ให้ตัวเอง คุณสมบัติที่แพ้ทางจะเปลี่ยนไปด้วย วิธีดูง่าย ๆ ก็แค่ดูสีที่ตัวและลูกแก้วบนหน้าอก ถ้าตัวสีแดง=ธาตุไฟ > แพ้น้ำ, ตัวสีฟ้า=ธาตุน้ำ > แพ้ไฟ, ตัวสีเขียว=ธาตุลม > แพ้ดิน และตัวสีน้ำตาล=ธาตุดิน > แพ้ลมแนะนำ ให้ใช้อาร์ทคุณสมบัติที่แพ้นั้น ๆ ปราบจะง่ายขึ้นค่ะ**
**ในช่วงที่แองเจลไวส์แมนชาร์จท่าใด ๆ ก็ตาม DEF&ADF จะลดลง แนะนำ ให้กระหน่ำโจมตีได้ตามสะดวกเลยค่ะ**
**ระวัง นอกจากจะใช้ท่า "เอนเซลริง" โจมตีเราและใช้ท่า "สตาร์ไลท์" เพิ่ม STR&SPD ตัวเองได้ อัลฟ่าโอเมก้า ยังสามารถเทเลพอร์ตเข้าโจมตีเรา รวมทั้งทำให้พื้นที่เรายืนอยู่หายไปได้ด้วย แนะนำ ให้ปราบเจ้าตัวนี้ก่อนค่ะ**
**แองเจลไวส์แมน สามารถปล่อยลำแสงให้กำเนิด "อัลฟ่าโอเมก้า" มาเพิ่มได้ค่ะ**

- ปราบได้ ลูกแก้วที่อยู่ตรงหน้าอกซึ่งเป็นศูนย์รวมพลังของ [วงแหวนประกายแสง] ก็หลุดออกจากร่างของแองเจลไวส์แมน และค่อย ๆ มลายหายไปกลางอากาศค่ะ

- "มะ...... ไม่จริงน่า...... [วงแหวนประกายแสง] ...... หะ หายไปแล้ว......" ไวส์แมนที่หลุดจากการรวมร่าง กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่แสดงให้เห็นถึงความผิดหวังอย่างรุนแรงบวกกับความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องราวจะกลายมาเป็นอย่างที่เขาไม่ได้คาดคิด

- "บ้าน่า...... บ้าที่สุดดดดดดดดดดดดด!!" พูดจบไวส์แมนก็ค่อย ๆ ลุกยืนขึ้น และใช้พลังของคฑาเทเลพอร์ตหนีไปค่ะ

- เอสเทลพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดว่า "คนพรรค์นั้นจะยังไงก็ช่างเถอะ! ทะ ที่สำคัญก็คือ......!" ทุกคนเก็บอาวุธลงราวกับเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้ที่เอสเทลบอก ไม่ใช่การตามไวส์แมนไป แต่คือการเข้าไปดูอาการของเรเวต่างหากค่ะ

◆ในกรณีที่มี "หลวงพ่อเควิน" ร่วมกลุ่มมาด้วย เขาจะมีท่าทีแตกต่างไป แทนที่จะวิ่งเข้าไปดูอาการของเรเวเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ กลับยืนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้ววิ่งออกไปจากที่นี่คนเดียวค่ะ
(ทุกคนมัวแต่ห่วงเรเว จึงไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของเควินเลยค่ะ)

โยชัวร์ "เรเว...... ทำใจดี ๆ ไว้! จะช่วยรักษาให้เดี๋ยวนี้แล้ว!"

- เรเวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น หันมาพูดกับโยชัวร์ด้วยลมหายใจที่รวนริน

จักรพรรดิดาบเรเว "......ไม่จำเป็น...... ถ้าเป็นนาย...... ก็น่าจะรู้...... ......ว่ามันไม่ใช่บาดแผลที่จะช่วยเหลืออะไรได้อีกแล้ว......"
โยชัวร์ "ไม่เอานะ...... ผมไม่ยอมหรอก! แม้แต่เรเว...... ......ก็จะเป็นเหมือนกับพี่......! แบบนั้น...... ......มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะ......!"

- โยชัวร์ร้องไห้ฟูมฟาย เรียกร้องยื้อชีวิตของคนสำคัญที่เขารู้ดีว่ากำลังจะจากไปอีกคน

จักรพรรดิดาบเรเว "หึหึ...... อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ...... ......ยังกับตอนเด็ก ๆ ...... ดูแล้วเหมือนกับกลับไปเป็นคนขึ้แยเลยนะ......"
โยชัวร์ "ก็ใช่น่ะสิ! ก็ผมทั้งอ่อนแอ...... ทั้งขี้อ้อนแบบนี้...... ผม...... ......ยังต้องการเรเวอยู่นะ...... เพราะงั้น...... ขอร้องล่ะ......"
จักรพรรดิดาบเรเว "......เฮ้อ...... นี่น่ะ...... โยชัวร์...... ......ถ้าทำใจยอมรับไม่ได้...... นายก็จะเป็นอย่างพวกชั้นนะ...... อย่ายอมตาย...... เพื่อปกป้อง...... คนสำคัญ...... ......แต่จงมีชีวิตอยู่ ......เพื่อปกป้องซะ......"
โยชัวร์ "!!!"
จักรพรรดิดาบเรเว "เอสเทล ไบรท์...... ............ชั้นมีเรื่องขอร้อง....................."
เอสเทล "ได้สิ...... อะไรเหรอ......?"
จักรพรรดิดาบเรเว "เจ้าหมอนี่ดูเหมือนจะเข้มแข็ง...... แต่ยังมีจุดที่จิตใจยังอ่อนแอ...... ตอนนี้ที่คำสาปทั้งหมดคลายออกไปแล้ว...... ......คงจำเป็นที่จะต้อง...... รู้ความหมายที่แท้จริงที่จะเข้มแข็งขึ้น...... ......เพราะงั้นฝากด้วยนะ...... จากนี้ไป...... ช่วยสนับสนุนเจ้าหมอนี่...... ......สนับสนุนน้องชายของพวกชั้นให้ด้วย......"
เอสเทล "เอ๊ะเหะเหะ...... ถึงไม่บอกชั้นก็คิดจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ...... แต่ชั้น...... ก็จะขอสัญญาเอาไว้ที่นี่ตอนนี้ เพราะงั้น...... วางใจได้เลย"
จักรพรรดิดาบเรเว "......รบกวนด้วยล่ะ............"

- "......หึหึ...... แต่ในที่สุด...... ก็เข้าใจสักที......" เรเวพูดขึ้นพลางเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่เคยเผยให้ใครเห็นมานานแสนนาน รอยยิ้มอันอ่อนโยนที่มาจากใจของเขาอย่างแท้จริง

จักรพรรดิดาบเรเว "......ว่าทำไม...... ในตอนนั้น...... คารินถึงได้...... ตายจากไปราวกับกำลังยิ้มอยู่...... ที่แท้ก็เป็น...... ความรู้สึก...... ที่เปี่ยมล้น...... ขนาดนี้...... ......เองสินะ......"

- ดวงตาของเรเวปิดลง และสิ้นลมไปทั้ง ๆ ที่ยังยิ้มอยู่ ดังเช่นยามที่คารินตายไปไม่ผิดเพี้ยน
- "ระ...... เรเว......?" โยชัวร์พยายามเรียกเรเว แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา

โยชัวร์ "หยะ หยุดล้อเล่นทีเถอะ...... ต้องได้ยิน...... ......อยู่แล้วสินะ......?"

- ไม่มีคำพูดใด ๆ ของเรเวตอบกลับมาจากร่างที่เย็นเฉียบของเขาเลยแม้แต่น้อย "ก็บอกว่าต้องได้ยินอยู่แล้วใช่มั้ย......!? ทั้ง ๆ ที่อุตส่าห์ได้มาพบกันอีกครั้ง......! ......ทัง ๆ ที่อุตส่าห์...... กลับมาพูดอย่างยิ้มแย้มได้อีกครั้ง!" โยชัวร์น้ำตาปริ่มพยายามพูดกับร่างที่ไร้วิญญาณของเรเว

โยชัวร์ "ขอร้องล่ะ...... ขอร้องล่ะตอบผมหน่อยยยยยยย!"
เอสเทล "โยชัวร์......"

- ทุกคนไม่อาจทำอะไร ได้แต่ยืนมองโยชัวร์ร่ำไห้ให้กับบุคคลซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายของเขาอย่างเศร้าใจ

- ตอนนั้นเอง "ร้อยเอกยูเลีย" และ "พันตรีมิวเลอร์" นำเหล่าพวกพ้องเข้ามาสมทบ
- เมื่อร้อยเอกยูเลียเห็นร่างที่แน่นิ่งของเรเว ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
(ได้รับทราบจาก "พันตรีมิวเลอร์" ว่า หลังจากที่พวกเราลงมาข้างล่างนี่ พวกมังกรเครื่องจักรก็โผล่มาอีกหลายตัว แล้วตอนที่เพื่อน ๆ ของพวกเรากำลังเข้าตาจน เรเวก็เรียกมังกรเครื่องจักรสีดำมา ทำให้พวกเขากลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ และก็ปลอดภัยกันอย่างที่เห็นค่ะ ส่วน "ดร. รัซเซล" ก็ถามถึงไวส์แมนกับ [วงแหวนประกายแสง] ซึ่งเอสเทลก็บอกได้แต่เพียวว่า [วงแหวนประกายแสง] หายไปไหนก็ไม่รู้ ส่วนไวส์แมนก็รู้สึกว่าจะหนีไปซะแล้วค่ะ)

- "อะไรนะ...... หายไปแล้วงั้นร๊อ? อืมม์...... ถ้าอย่างนั้นอาจจะแย่ก็ได้นะ......" ดร. รัซเซลพูดขึ้นเรียบ ๆ ทันใดนั้นเองนครลอยฟ้าก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ดร. รัซเซล "......[วงแหวนประกายแสง] เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่คอยค้ำจุนนครลอยฟ้า ถ้าสิ่งนั้นหายไปล่ะก็...... นครแห่งนี้ก็จะพังทลายลงทันที"

- เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน และตัดสินใจว่า ต้องรีบ ๆ กลับไปที่ [อัลเซยู] และ [หมายเลขแมวป่า] ที่ทำการซ่อมแซมเรียบร้อยให้เร็วที่สุด โดยใช้ประตูข้าง ๆ ลิฟท์ซึ่งเป็นเส้นทางฉุกเฉินที่จะออกไปจาก [หอคอยแกนกลาง] แห่งนี้ค่ะ

- ถึงแม้ทุก ๆ คนจะไปกันหมดแล้ว แต่โยชัวร์ยังคงนั่งเศร้าเสียใจอยู่ข้าง ๆ เรเวโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

เอสเทล "โยชัวร์...... เอ่อ...... ชั้นรู้ว่ามันทรมาน...... ......แต่เราต้องรีบไปนะ......"
โยชัวร์ "ขอโทษนะ...... เอสเทล...... แต่ขอร้องล่ะ...... ไปกันก่อนเถอะ...... ไม่ต้องห่วง...... ......ผมก็ได้....."

- เอสเทลได้ยินก็เงียบอยู่ครู่นึง ก่อนที่จะเดินเข้าไปดึงโยชัวร์ให้ลุกขึ้น แล้วตบหน้าเขา

- "โยชัวร์...... ทำใจดี ๆ หน่อยสิ! ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เรเวพูดเลยใช่มั้ย! จงมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อปกป้องซะ...... เขาพูดเอาไว้แบบนี้ไม่ใช่เหรอ!?" เอสเทลน้ำตาปริ่มพลางพูดให้โยชัวร์ได้สติ

เอสเทล "ชั้นไม่ลืมหรอกนะ! ที่สัญญากับคน ๆ นี้ว่าจะคอยสนับสนุนโยชัวร์น่ะ! ยังไงก็ไม่มีทางลืมเด็ดขาด!"
โยชัวร์ "เอสเทล...... ......ขอโทษนะ...... ผมนี่มัน...... ขี้แยจริง ๆ ด้วย"

- โยชัวร์ก้มลงไปหยิบดาบใหญ่ที่หักอยู่ข้าง ๆ เรเว แล้วเก็บมันไว้กับตัว

โยชัวร์ "เรเว...... สิ่งนี้...... ผมจะรับฝากเอาไว้นะ เพราะผมจะเอาไปส่งให้ที่เฮอร์เมล...... ส่งให้พี่เอง"
เอสเทล "......โยชัวร์......"

- ใบหน้าของเอสเทลและโยชัวร์เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้จะเป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อย แต่นั่นก็เป็นรอยยิ้มที่จะไปสู่เส้นทางชีวิตแห่งใหม่ที่เรเวได้หลงเหลือแสงส่องทางเอาไว้ให้

- จากนั้น เพื่อน ๆ ที่ร่วมสู้ด้วยกันกับเราจะเข้ามาเร่งให้รีบ ๆ หนีออกไปกันค่ะ

- เอสเทลและโยชัวร์หันไปมองดูร่างของเรเวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วโยชัวร์พูดเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มว่า "(ลาก่อน...... เรเว)"

- อีกด้านหนึ่ง ไวส์แมนกำลังลากสังขารอันโรยแรงของเขา หนีตายออกไปจากที่นี่ -

- "......บ้าน่า...... เรื่องบ้า ๆ พรรค์นี้น่ะ...... สถานการณ์แบบนี้...... ไม่มีอยู่ในคำพยากรณ์ของ [นายเหนือหัว] สักหน่อย...... ......ดะ ......เดี๋ยวก่อนสิ...... ระ หรือว่าที่ถูกทดสอบ...... ฉันก็โดนด้วยงั้นเรอะ......" ไวส์แมนพูดทบทวนกับตัวเองอย่างตระหนก ก่อนที่จะมีสีหน้าเคียดแค้นและกล่าวว่า "คึ...... ถ้ากลับไปเมื่อไรต้องถามหน่อยแล้ว......"

- "โทษที แต่เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ" เสียงของชายหนุ่มสำเนียงคันไซดังขึ้น "หลวงพ่อเควิน" ค่อย ๆ เดินเข้ามาและหยุดยืนอยู่ตรงหน้าไวส์แมนที่กำลังอ่อนแรง

ศจ. ไวส์แมน "เควิน แกรแฮม...... มานี่ตั้งแต่เมื่อไร...... ถอยไปซะ...... ปลาซิวปลาสร้อยอย่างแก ไม่อยู่ในสายตาฉันหรอก......"

- ทันทีที่พูดจบไวส์แมนเรียกคฑาออกมา หมายจะโจมตีเควิน แต่ทว่าเควินก็หยิบสัญลักษณ์แห่งจอกดาราที่แขวนอยู่ที่เอวของเขาขึ้นมา ป้องกันเนตรมารของไวส์แมนได้อย่างสมบูรณ์แบบ สร้างความตื่นตกใจให้กับไวส์แมนเป็นอย่างมาก

ศจ. ไวส์แมน "......แก...... [เนตรมาร] ใช้ไม่ได้ผลรึเนี่ย!? ถึงจะเป็นอัศวินจอกดารายังไง ก็ไม่มีทางที่คนเข้าใหม่จะป้องกันได้......"

- ม่านพลังที่ป้องกันเควินหายไปในทันทีที่เขาเก็บสัญลักษณ์จอกดาราลง พลางพูดทีเล่นทีจริงตามสไตล์ของเขา

หลวงพ่อเควิน "อ๊า------ โทษที ๆ ก็แค่ว่าไปตามเนื้อผ้า ทำให้คนอื่นไขว้เขวน่ะ ชั้นคือลำดับที่ 5 แห่งหน่วยอัศวิน นับตั้งแต่นั้น ก็ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ไปตามสถานที่ไล่ล่าสังหารอยู่บ่อย ๆ เอาเถอะ ถึงยังไงจะเอาชนะนายในสภาพปกติมันก็ยากเอาการ......"

- "แต่ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ มีช่องโหว่ที่ชั้นจะได้เปรียบอยู่เต็มไปหมด" เวลานี้ ท่าทีของเควินไม่เหมือนกับท่าทีของบาทหลวงใจดีและขี้เล่นตามปกติของเขาเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตที่ซ่อนอยู่ภายใน
- เควินฉวยโอกาสที่ไวส์แมนกำลังงุนงง หยิบโบว์กันขึ้นมาเล็งและยิงเข้าใส่ไวส์แมนทันที

ศจ. ไวส์แมน "คึ......"
หลวงพ่อเควิน "......ภารกิจที่แท้จริงของชั้น ไม่ใช่การสำรวจ [วงแหวนประกายแสง] ---------แต่คือการจัดการนายให้สิ้นซากต่างหากล่ะ------ นักบวชธุศีลที่แสนชั่วร้าย เกออร์ก ไวส์แมน"
ศจ. ไวส์แมน "คึคึ...... อย่างนี้นี่เอง...... แต่การโจมตีในระดับแค่นี้ นึกหรือว่าจะทำให้ [ไร้หน้า] คนนี้พินาศไปได้......"

- ทว่า ไวส์แมนทรุดลงทันที ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะถือคฑาต่อไปได้ ในตอนที่เขากำลังสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นนั้น ร่างกายช่วงล่างของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเกลือลามขึ้นมาเรื่อย ๆ

ศจ. ไวส์แมน "สะ [เสาเกลือ] 『塩の杭』 ...... เครื่องอาคมต้องห้ามที่ในอดีตได้เปลี่ยนภาคเหนือของโนแซมเบรีย 『ノーザンブリア』 ให้กลายเป็นทะเลเกลือ...... ถึงกับเอาของแบบนี้ออกมา เพื่อจัดการฉันคนเดียวเลยงั้นเรอะ!"

- เควินเก็บอาวุธของเขาลง พลางพูดต่อด้วยใบหน้าเย็นชาที่แฝงไปด้วยความอำมหิต

หลวงพ่อเควิน "นายทำอะไรเกินเลยไปหน่อย ถึงโบสถ์จะวางตัวเป็นกลาง แต่ก็ทำเป็นมองข้ามไปไม่ได้อีกแล้ว พินาศย่อยยับไปแต่โดยดีซะเถอะ"

- ร่างของไวส์แมนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเกลือไปเรื่อย ๆ เขาสบถออกมาด้วยความโกรธแค้นก่อนที่จะกลายเป็นเกลือทั้งตัวว่า "แก...... ไอ้สุนัขรับช้ายยยยย!"

- "สุนัขรับใช้งั้นเรอะ...... เอาเถอะ ก็คงจะเป็นอย่างนั