เย้!! ชีวิตที่ไม่ต้องมี คอนแทคส์
posted on 20 Apr 2007 16:58 by gin-no-ishi in NikkiJanakute
แหะ ๆ ว่าแล้วขอคั่นด้วยเอนทรี่เปิดตัวก่อนแล้วกันนะคะ
(กะจะทำบทสรุปเกมรักซักหน่อย แต่มันยังไม่มีเวลาอ่ะค่ะ)
Cat นี้ก็จะเอาไว้บ่นเรื่องราวไร้สาระในชีวิตของเรา ใครไม่อยากอ่านก็ขอโทษแล้วกันนะคะ
บทนำ
จริง ๆ แล้วเราเป็นคนสายตาสั้นค่ะ สั้นมาได้หลายปีดีดักแล้วล่ะ สั้นจากทั้งพันธุ (เวร) กรรม และจากการชอบอ่านหนังสือในรถและในที่มืด รวมทั้งชอบปิดไฟเล่นเกม แถมเล่นมันทุกเครื่อง วันละหลาย ๆ ชั่วโมง ตั้งแต่รุ่นแฟมิคอม ซุปเปอร์ฯ PC Engine MegaDrive ฯลฯ (หลัง ๆ มาเกมคอนโซลไม่แตะ แตะแต่เกมคอมแทน)
ตอนแรกมันก็สั้นได้ไม่เท่าไรหรอกค่ะ แต่ด้วยเหตุข้างต้น มันก็สั้นมาเรื่อย ๆ จาก 100 เป็น 550 (555+++) ตอนแรกไม่ใส่แว่น เพราะคิดว่ายังไงมันก็ยังมองเห็นอ่ะค่ะ แต่ด้วยเหตุที่ว่าตอนเรียนชั้นมัธยมต้นนั่งแถวหลังสุด ทำให้ต้องไปตัดแว่นมาใส่ (ปาป๊าตัดให้ เพิ่งรู้ว่ามันแพงมั่ก ๆ) ใส่ไปใส่มาก็สั้นไปสั้นมา เป็นเหตุให้ต้องไปตัดเลนส์ใหม่เรื่อย ๆ (ไอ้ที่แพงก็เพราะเลนส์เนี่ยแหล่ะค่ะ) พออยู่มหาลัยก็เปลี่ยนมาใส่คอนแทคส์ เพราะสายตาคงตัว แต่ก็มีปัญหาตาแห้ง ตาแดง เข้ามาอีก
เพราะความที่ว่า เป็นคนไม่ค่อยสนใจสุขภาพสายตาของตนเองเท่าไรนัก รวมทั้งการทำกิจกรรมของทางมหาลัย ต้องนอนค้างที่มหาลัยบ้าง (บอกไปใครจะเชื่อม้าดีดกะโหลก จะเป็นประธานชมรมนาฏศิลป์) มันก็ขี้เกียจอ่ะค่ะ บางทีก็ใส่คอนแทคส์ข้ามวันข้ามคืนไปเลยก็มี (แนะนำน้อง ๆ ว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง) ทำให้ต้องไปซื้อน้ำตาเทียมมาหยอด แต่มันดันมีข่าวว่า น้ำตาเทียมกับน้ำยาล้างยี่ห้อหนึ่ง เมื่อใช้ไปอาจทำให้ตาเป็นต้อได้
ได้ยินข่าวยังงี้แล้ว เป็นใครจะไม่กลัวล่ะคะ แค่สั้นยังไม่พอ เป็นต้อนี่ลำบากกันทั้งตัวเองและครอบครัวเลยเน้อ
และนี่ก็เลยเป็นเหตุจุดประกายให้ทำงานเก็บตังค์ทำเลสิค และแล้ววันนึงวันก็เป็นจริงค่า
การตัดสินใจแบบเย้ ๆ
มีพี่คนนึง แนะนำโรงพยาบาลให้ เพราะพี่เค้าไปทำแล้วดีจริง ๆ ราคาก็ไม่แพง เครื่องมือก็ทันสมัย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ผิดจากที่คิดมาก
วันที่ไปตรงกับวันพุธ ลางานไปตั้งแต่เช้าเลย เพราะว่าช่วงบ่ายเป็นเวลาที่หมอจะใช้ผ่าตัดคนไข้ (แต่ละวันจะมีหมอประจำอยู่ต่างกัน) คุยกับหมอประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ตัดสินใจทำเลย เพราะไม่อยากหยุดงานมาอีก (ปกติหมอจะรับวันละเคสเท่านั้นค่ะ แต่พอดีไปคนที่ทำก่อนหน้าเค้าสายตาพอ ๆ กับเรา ไม่ต้องเสียเวลาเซ็ตเครื่องใหม่ และเราก็สายตาสั้นอย่างเดียวไม่เอียง ถ้าเอียงก็เอียงนิด ๆ หมอเลยว่าผ่าง่ายค่ะ) เงินเราก็พร้อม ใจเราก็พร้อม เตรียมใจเหรอ มันเตรียมมาตั้งกะสมัยเรียนแล้ว
การเตรียมตัวโดนเชือด
ก่อนที่จะผ่าตัดหมอกับพี่ ๆ พยาบาลก็จะให้ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการทำเลสิคประเภทต่าง ๆ ของเราเลือกผ่ากระจกตาแล้วยิงเลเซอร์ (จำศัพท์ไม่ได้อ่าค่ะ) เราถามหมอไปว่าทำแล้วสายตาจะเป็นเหมือนคนปกติใช่มั้ย หมอก็ตอบแบบเรียบ ๆ ว่าไม่เหมือน (อ้าว แต่เดี๋ยวค่ะ ฟังเหตุผลของหมอก่อน) เพราะหมอจะเผื่อสายตาไว้ให้ด้วย เพราะถ้าผ่าให้ระดับสายตายเป็นศูนย์ไปเลย สายตาอาจยาวขึ้น หรือสั้นขึ้นก็ได้ ซึ่งมันจะไม่ชิน ถ้าคนเคยสั้นแล้วไปยาว หมอจะเผื่อไว้ให้สั้นประมาณ 100 ซึ่งผลหลังจากการทำอาจจะดี หรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ว่าดูแลแผลดีไหม และหลังจากผ่าตัดใช้สายตามากไม๊ เมื่อก่อนก็เคยมีคนบอกว่าการทำเลสิคถ้าตาดีก็ดีไปเลย ถ้าตาบอดก็บอดไปเลย (กลัวสิคะ แต่อยากทำ)
เริ่มแรกพยาบาลจะหยอดยาชาใส่ลูกกะตาให้ แล้วรอให้ยาชาออกฤทธิ์ (มองเห็นหน้าหมอเป็นแบบ โมเสกเซ็นเซอร์) เปลี่ยนเสื้อรอหน้าห้องผ่าตัด ในขณะที่นอนรอหน้าห้อง พี่พยาบาลก็เอาแผนภาพมาให้ดู ว่าเครื่องมือเป็นอย่างงี้ มีจุดแดงจุดเขียว ให้เราดู ห้ามกรอกลูกตา ขยับหรือห้ามพยายามกระพริบตาเด็ดขาด ถ้าได้กลิ่นอะไรในห้องผ่าตัดอย่าตกใจ ตอนพยาบาลอธิบายมันก็ง่าย ๆ อยู่หรอกอ่ะนะ
แล้วการผ่าตัดก็เริ่มขึ้น
และแล้วพี่คนที่ผ่าคนแรกออกมาในสภาพอุลตร้าแมน เราก็เริ่มเอาล่ะเหวยถึงตาเราขึ้นเขียงให้หมอสับ (ตา) แล้ว สู้ ๆ ปึ๊บ พอเข้าไปในห้องแว่บแรก โอ้โหเห๊ะ อลังการงานสร้าง ตั้งกะเกิดมาเพิ่งเคยเข้าห้องผ่าตัดในฐานะคนไข้ก็คราวนี้แหล่ะ (ถึงจะเป็นผ่าเล็ก ๆ ก็เหอะนะ) มันดูหรูอะไรจะขนาดนี้ พยาบาลง่วนทำอะไรก็ไม่รู้ (บรรยากาศก็คล้าย ๆ เรื่องก็อดแฮนด์ เทรุน่ะค่ะ) แล้วไอ้ที่บอกว่าถ้าได้กลิ่นอะไรก็ไม่ต้องตกใจ เข้าไปก็มีแต่กลิ่นเหมือนพวกแอลกอฮอร์เท่านั้น แต่...
พอขึ้นเตียง พยาบาลดีมาก ๆ ค่ะ คอยถามเราตลอดว่ารู้สึกไงบ้าง เข้าห้องน้ำไม๊ และก็เอาไอ้ที่บีบมือที่คล้าย ๆ ของเล่นเด็กแรกเกิดมาให้เราบีบ (บอกว่ากันเกร็งบีบ ๆ ไว้นะ ฮา) เมื่อหมอกะพยาบาลกะคนไข้พร้อม การผ่าตัดก็เริ่มขึ้น
หมอจะทำทีละข้าง ของเราเริ่มจากตาซ้ายก่อน พอหมอเอาที่ถ่างตาวางบนตาปุ๊บก็ถ่าง ๆๆ จนรู้สึกตามันเบิกโพงยังไงไม่รุ (ไม่เจ็บค่ะ ได้ยาชาช่วยไว้) แล้วหมอก็เอาเครื่องอะไรสักอย่างครอบทับที่เบิกตา สักพักก็มีเสียงวี้ ๆ เหมือนเสียงเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ดังมาจากเครื่องที่ว่านั่น ฉัวะค่ะ ฉัวะจริง ๆ ในระหว่างนั้นหมอบอกว่า ถ้ามองไม่เห็นสีเขียวกับสีแดงของเครื่องก็ไม่ต้องตกใจ (ถ้าจำไม่ผิด เคยเรียนมาว่าถ้าไม่มีม่านตาเราจะมองไม่เห็นสีต่าง ๆ หรือก็คือเห็นเป็นสีออกเทา ๆ) โอ้แม่เจ้าคุณหมอขาผ่าม่านตาหนูไปแล้ว น้ำอะไรไม่รู้ไหลเต็มตาเลย เลือดค่ะ เลือด แต่มองไม่เห็น คุณหมอแกใช้ผ้ากอซ หรืออะไรซักอย่าง (ก็บอกว่ามองไม่เห็นค่ะ) ซับเอา
และแล้วพระเอกของเรา พ่อแขนกลเลเซอร์ก็มาถึง พลทหาร เตรียมตัว ยิง
ณ วินาทีนั้นก็บังเกิดคลื่นเสียง และกลิ่นเหมือนอะไรไหม้ซักอย่าง (มาถึงตอนนี้ก็เข้าใจสิ่งที่พยาบาลได้บอกไว้ก่อนหน้านี้) ใช่ค่ะ มันคือกลิ่นเนื้อเยื่อของลูกตา ที่ถูกเลเซอร์ยิงออกไป (ไม่รู้เหมือนกันว่าส่วนไหน) ไม่เจ็บค่ะ แค่รู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ (กลิ่นเหมือนเนื้อไหม้ มันชวนให้อาเจียน) ไม่ถึงครึ่งนาที หมอก็เอาเลเซอร์ออกแล้วเอาอะไรเย็น ๆ มาป้ายที่ลูกตา (มารู้ทีหลังว่าคือม่านตาที่โดนตัดออกไป) แล้วก็เอาน้ำอะไรมาบีบ ๆ ใส่ในลูกตา เอาผ้ามาซับ ได้ยินหมอพูดว่าเลือดไหลไม่หยุดเลย เอาผ้ามาอีกซิ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีกับตาซ้าย
ความกลัวเริ่มย่างกราย
คราวนี้มาถึงตาขวา ไม่รู้เป็นไงรู้สึกตะหงิด ๆ กะตาข้างนี้จริง ๆ ในใจคิดว่าคงจะผ่านไปได้เร็วเหมือนข้างซ้าย แต่ไม่ค่ะ ตอนแรกหมอใส่เครื่องถ่างตาให้ลึกไม่พอ ต้องใส่ใหม่และหลายรอบมาก พอตัดม่านตาออกไป ถึงคราวยิงเลเซอร์ เราก็กลัวสิคะ เพราะว่าคนเราเมื่อได้เจอกับความผิดพลาดบ่อย ๆ มันก็ทำให้เกิดความกลัวในการที่จะเจอกับสิ่งนั้นต่อไป เวลาหมอเอาเลเซอร์มาเพื่อจะยิง เราก็กรอกตาบ่อยมาก ถึงพยายามไม่กรอกยังไง แต่ร่างกายมันไม่ทำตามเลย ประมาณ 3 ครั้งได้ หมอก็พูดให้กำลังใจ พี่พยาบาลก็พูดให้กำลังใจ เราขอเวลาทำใจนิดนึง แล้วก็เริ่มผ่าต่อ คราวนี้ วี้ ๆ รวดเดียวเสร็จค่ะ รู้สึกงง ๆ และโหวง ๆ มาก (คิดในใจว่าหาเรื่องเจ็บตัวจริง ๆ)
แล้วในที่สุดก็ได้เย้จริง ๆ
ก่อนออกจากห้องผ่าตัดพยาบาลก็เอาอุลตร้าแมนมาครอบตาทั้งสองข้าง และกำชับว่าห้ามกระพริบตาแรง ห้ามโดนน้ำ 7 วัน เวลาล้างหน้าต้องระวังมาก ๆ (คุณผู้หญิงแนะนำใช้โทนเนอร์เช็ดเอาดีกว่า) และยังต้องคอยหยอดยาฆ่าเชื้อ (มี 2 ตัว) อย่างสม่ำเสมอ และหมอแนะนำว่าอย่าใช้สายตาเยอะ (แต่ยังไงกลับมาก็ขอดูทีวีอีกนั่นแหล่ะ อิอิ)
7 วันผ่านไปก็หาหมอ ถอดอุลตร้าแมนออก หมอตรวจหลายอย่างมาก (ที่จำได้ก็ตรวจกระจกตา ตรวจความดันลูกตา และอีกเยอะแยะ) แผลปิดสนิทดี หมอก็ให้ยาอีกชุดแล้วก็นัดมา Follow-up ทุก 1, 3 และ 6 เดือน
ตอนนี้ถ้าถามว่าพอใจไม๊ กับสายตาข้างซ้าย 50 และข้างขวา 100 อยากจะเย้ ดัง ๆ ค่ะ มันสบายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะมันนานมากแล้วที่ไม่ต้องมีอะไรอยู่ในลูกตา หรืออยู่บนจมูก มันเหมือนได้ลูกตาใหม่ แต่ไม่ขอเก็บความสุขไว้คนเดียวค่ะ
หลังจากทำตาไปประมาณ 3 เดือน ก็บริจาคดวงตาให้สภากาชาดไทยไป (ตั้งใจไว้แต่แรก ว่าถ้ามีโอกาสได้ทำเลสิคจะขอบริจาคดวงตา โชคดีที่เค้าไม่ได้ห้ามคนที่ทำเลสิคบริจาคตา) 10 เดือนผ่านไปแล้ว พูดได้คำเดียวว่าตอนนี้มีความสุขกับดวงตาใหม่มากค่ะ
ป.ล. คนที่อยากทำหรืออยากได้ข้อมูลก่อนตัดสินใจ ก็ลองโทรไปสอบถามที่โรงพยาบาลกลางดูนะคะ โทรศัพท์ 0-2221-6141-54 ศูนย์เลสิคจะเปิดเวลาออฟฟิศไทม์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ค่ะ
ป.ล. อีกที เคยอ่านบทความมาว่าคนที่ทำเลสิค ประสิทธิภาพในการมองเห็นตอนกลางคืนจะด้อยลง แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรนะ เพราะว่าเป็นคนความรู้สึกช้ามั้ง อิอิ
Blog-map




![เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น กับ ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์ ที่ [โรงเรียนเด็กวัดปรียา] ค่ะ](http://gin-no-ishi.exteen.com/images/lan-dekwad.gif)