All-about-Japanese

ถ้าพูดถึงเรื่องการแปลภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตามเนี่ย หลาย ๆ คนก็ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือในการแปลกันอยู่ไม่มากก็น้อยใช่ไม๊คะ
เราเอง บางครั้งก็ใช้โปรแกรมดิกชันนารี่ ที่เดี๋ยวนี้มีให้ดาวน์โหลดฟรี ๆ บ้าง หรือไม่ก็ใช้วิธีแปลผ่านเว็ปไซต์บ้าง (อันนี้ก็สะดวกดีค่ะคัดลอกแล้ววางแปะได้เลย) แต่ที่ขาดไม่ได้เลยอย่างน้อยก็ต้องมีหนังสือภาษาญี่ปุ่นดี ๆ สักเล่มไว้ในครอบครองค่ะ

วันนเราก็เลยขอรีวิวหนังสือภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ ๆ อยู่นะคะ เพื่อน ๆ สนใจลองอ่านไว้เป็นไกด์ไลน์ก็ได้ค่ะ แต่มันก็เป็นความคิดเห็นของเราเองล่ะนะ (ลางเนื้อชอบลางยาค่ะ)

 

สองเล่มที่ใช้บ่อย ๆ ค่ะ (สังเกตว่าจะโทรมกว่าชาวบ้าน)

★★★★★ オススメ!

- เล่มทางซ้ายจะเป็น dict. คันจิของโคดันฉะฉบับแปลไทยค่ะ (ไปถอยมาจากคิโนะ ตอนนั้นซื้อได้ถูกกว่าที่ B2S) ดีมาก ๆ สำหรับคนที่กำลังศึกษาคันจิที่คนญี่ปุ่นใช้ในชีวิตประจำวัน แต่คันจิขั้นสูงไม่ค่อยจะมีเท่าไร (ก็มันเป็นคันจิทั่วไปเบื้องต้นล่ะนะ) ใช้ง่ายดีค่ะ เพราะมีทั้งการหาตาม element (บุฉุ), หาตามเสียงอ่านทั้งเสียงคุง (เสียงอ่านแบบญี่ปุ่น) และเสียงอง (เสียงอ่านแบบจีน) และการหาตามจำนวนขีดค่ะ (สำหรับคนมีพื้นฐานภาษาจีน จะสะดวกในการหาจากลำดับขีดมาก ๆ ค่ะ เราเรียนภาษาจันมาประมาณ 200 กว่าตัว ก็พอจะมีพื้นฐานบ้าง) เล่มนี้ขอแนะนำว่า ควรมีเก็บไว้เป็นอย่างยิ่งค่ะ
- เล่มทางขวา รู้สึกว่าฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุด จะเป็นปกสีแดงนะคะ (ไม่แน่ใจ) สำหรับเล่มนี้ คำศัพท์ค่อนข้างเยอะ แต่คำทับศัพท์บางคำ หรือคำวัยรุ่นใหม่ ๆ จะไม่ค่อยมี พวกคำศัพท์ที่ความหมายเหมือน หรือคล้ายกันแต่ใช้คันจิต่างกันก็ไม่ค่อยจะมีมาให้ (สำหรับคนญี่ปุ่นถ้าใช้คันจิต่างกัน ความรู้สึกที่ต้องการสื่อความหมายออกมา จะแตกต่างกันนิดหน่อยค่ะ) แต่โดยรวมแล้วถือว่าโอเคค่ะ ส่วนตัวแล้วคิดว่า dict. ญี่ปุ่น-ไทย ที่มีขายในบ้านเรา เล่มนี้เรียกได้ว่าดีที่สุดค่ะ สมควรมีเก็บไว้เช่นกัน

 

อีกสองเล่มที่ไม่ค่อยได้ใช้ แต่ซื้อมาเมื่อนานมาแล้ว

★☆☆☆☆

- เล่มทางซ้ายซื้อมาเมื่อตอนอยู่ชั้นมัธยมต้น สมัยเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรก (ก่อนหน้านั้นเรียนด้วยตัวเองมาก่อน จากหนังสือเรียนของมามี๊ค่ะ) เป็นของมูลนิธิญี่ปุ่นค่ะ รูปเล่มสวยงามเป็นแบบเย็บข้างปกแข็งอาบมันกระดาษอย่างดี แต่คำศัพท์ค่อนข้างน้อย ประโยคตัวอย่างที่มีมาให้นั้น เมื่อเทียบกับจำนวนคำศัพท์แล้วถือว่าเยอะค่ะ แต่ว่าถ้าคิดจะมีเก็บไว้ใช้ล่ะก็ โดยส่วนตัวแล้วไม่แนะนำนะคะ
- เล่มทางขวาเป็น dict. ของเยอรมัน (มีคนบอกมาค่ะ) ด้านหน้าจะเป็น ญี่ปุ่น-อังกฤษ ด้านหลังจะเป็น อังกฤษ-ญี่ปุ่นค่ะ หาคำศัพท์ตามแบบโรมันจิ คำศัพท์มีไม่ค่อยเยอะนัก แต่บางคำที่เล่มอื่นไม่มี เล่มนี้กลับมี ตอนนี้เราก็ใช้สลับกับเล่มข้างบนอยู่ค่ะ ไม่แนะนำให้ซื้อค่ะ เพราะราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ

 

เล่มที่ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร ตั้งแต่มีโปรแกรมค้นหาผ่านเว็ปไซต์

★★★☆☆

- เล่มนี้เจ้านายมามี๊ไปญี่ปุ่นแล้วซื้อมาฝากค่ะ เป็น dict. อังกฤษ-ญี่ปุ่น ของโอบุนฉะ ใช้กระดาษตัดแสง เนื้อกระดาษค่อนข้างบางแต่เหนียว ปกเป็นปกหนังค่ะ มีดัชนีให้ด้านข้างเวลาหาคำศัพท์ด้วย มีเล่มแถมบาง ๆ เป็นกระดาษอาบมัน ที่มีส่วนของดัชนี และส่วนตัวอย่างประโยคที่มักใช้กันผิดเวลาแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยค่ะ (เคยไปเดินดูราคาที่คิโนะ อุ๊แม่เจ้าแพงเจ้าค่า ยังไงก็ต้องขอบคุณเจ้านายมามี๊มาก ๆ นะค๊า)

 

เล่มที่มีไว้ใช้เพิ่มเติม

★★★☆☆

- เล่มนี้ไปถอยมาเมื่อสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมาค่ะ เคยอยากได้มาก ๆ สมัยเรียนมหาลัย แต่ตอนนั้นยังไม่มีตังค์ซื้อค่ะ อันนี้ถือว่ามาเติมเต็มให้กับ dict. ที่ใช้อยู่เพราะบางสำนวน หรือภาษาพูดของคนญี่ปุ่นนั้นเวลาแปลเป็นภาษาไทยบางทีมันจะฟังแหม่ง ๆ เล่มนี้ก็สามารถช่วยได้มากค่ะ แต่ว่าศัพท์น้อยไปนิด และการหาคำมันก็ไม่ค่อยจะเรียงตามแถวเสียงเท่าไรค่ะ (หรือว่าเราหาไม่เป็นเองก็ไม่รู้ ที่สำคัญยังอ่านไม่หมดเลยค่ะ)

 

เล่มที่เอาไว้ดูไวยากรณ์เบื้องต้นต่าง ๆ

★★★★☆

- เล่มนี้เป็นหนังสือไวยากรณ์เบื้องต้นของ ม. ธรรมศาสตร์ ซื้อไว้เมื่อนานมาแล้วเหมือนกัน ซัก 4-5 ปีได้มั๊งคะ เพราะว่าใช้ร่วมกับหนังสือเรียนของ สนญ. ได้ ตอนนั้นก็เลยซื้อมาจะได้ไม่ต้องคอยเก็บชีทจากเซ็นเซย์ค่ะ ตัวหนังสือใหญ่อ่านง่าย แบ่งเป็นบทให้หาได้ง่าย สำหรับคนที่เริ่มเรียนไวยากรณ์เบื้องต้น และต้องการหาหนังสือสรุปรูปประโยคที่มีการอธิบายให้ด้วยนั้น เล่มนี้โอเคและคุ้มค่าราคามากค่ะ

 

เล่มที่ไม่เคยจับอีกเลยหลังจากซื้อมา

★☆☆☆☆

- คำช่วย วะ กับ งะ นั้น สำหรับคนที่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้าง จะรู้ว่าการใช้สองตัวนี้ต่างกันมาก ถึงมันจะใช้ชี้ภาคประธานของประโยคเหมือนกันก็เถอะ เล่มนี้เป็นของ สสท. ค่ะ ไม่ค่อยมีใครทำหนังสือออกมาสไตล์ลงเนื้อหาลึก ๆ เท่า สสท. อีกแล้วล่ะค่ะ สำหรับเรานั้นอ่านไปได้สักพักเริ่มงงค่ะ ยิ่งอ่านยิ่งงง ก็เลยไม่อ่านอีกเลย ตอนนี้ก็ใช้ตามหลักที่เรียนมาและก็ตามความเข้าใจของเราดีกว่าอ่ะค่ะ (ก็คนมันหัวสมองไม่ค่อยดี คิดไว้ว่าถ้ามีเวลาแอนด์อารมณ์จะฮึดหยิบมาอ่านอีก)

 

เล่มที่ไม่ค่อยอ่านเหมือนกัน

★★☆☆

- เล่มนี้เห็นพิมพ์ใหม่หลายครั้งเหมือนกัน (ของเราฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ค่ะ) เป็นหนังสือไวยากรณ์เหมือนเล่มข้างบนค่ะ แต่เล่มนี้มีเสียงอ่านแบบโรมันจิกำกับให้สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนตัวคานะมาด้วย (สะดวกดีนะคะ) มีบทนำเล่าความเป็นมาของภาษาญี่ปุ่น เล่มนี้เนื้อหาจะเยอะและแน่นกว่าเล่มด้านบน มีประโยคตัวอย่างให้ทุกหัวข้อ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบแบบเบา ๆ อย่างของ ม. ธรรมศาตร์ มากกว่าค่ะ (ก็มันอ่านง่ายนี่นา ฮา)

 

สองเล่มที่ควรมี

★★★★★ オススメ!

- เล่มซ้ายไปถอยมาจากสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมาเหมือนกัน ส่วนเล่มทางขวาซื้อมาจาก B2S ค่ะ ยังไม่ได้เปิดอ่านด้านในแบบละเอียดเลย เท่าที่เปิดผ่าน ๆ ก็โอเคค่ะ เป็นไกด์ไลน์ในการแต่งและแปลประโยคภาษาญี่ปุ่นได้ดีค่ะ สำหรับ 500 ประโยคจะสำหรับคนที่ได้ภาษาญี่ปุ่นระดับ 3 ขึ้นไปนะคะ เพราะมีหลายประโยคอยู่เหมือนกันที่ทำความเข้าใจค่อนข้างยาก แต่ยังไงก็แนะนำควรมีไว้ในครอบครองทั้ง 2 เล่มค่ะ

 

เล่มที่มีไว้อ่านสนุก ๆ ค่ะ

★★★★★ オススメ!

- เล่มนี้ทำให้ไขข้อข้องใจในภาษาพูดของคนประเภทต่าง ๆ ได้ดีค่ะ อย่างคำพูดที่ผู้ชายใช้กัน คำพูดที่ผู้หญิงใช้กัน คำลงท้ายประโยคแปลก ๆ ที่คนไทยฟังแล้วไม่รู้จะแปลว่ายังไง (เช่นคนแก่มักจะลงท้ายว่า ...เจี๊ยโน่ หรือประโยคคำถามที่ลงท้าย ...ดัคเคะ? อะไรแบบเนี๊ยะน่ะค่ะ) มี CD ให้มาด้วยค่ะ เปิดฟังแล้วอ่านไปด้วยเป็นการฝึกการออกเสียงไปในตัวค่ะ มีไว้อ่านสนุก ๆ ก็ไม่เสียหายอะไรค่ะ

 

เล่มนี้แถมค่ะ

★★★★★★★★★★★★★★★★ แนะนำสำหรับผู้ลุ่มหลงในสิ่งลี้ลับ!!!

- ฮะฮะ เล่มนี้มีไว้แก้เซ็งค่ะ ซื้อมาสมัย........... จำไม่ได้แล้วอ่ะ รู้แต่ว่ามันนานมาก สังเกตกล่องดูเยินมาก ๆ ค่ะ หน้าปกก็เลือน ๆ แล้ว แต่ของแบบนี้ยิ่งเก่ายิ่งขลังก็เลยไม่ซื้อใหม่ค่ะ
(จริง ๆ ก็ทำนายไม่ค่อยแม่นหรอกค่ะ แต่เพื่อน ๆ ชอบให้ทำนายให้ เคยทำนายวันนึง 7-8 คนเสียงหายไปเลยค่ะ ฮ่าฮ่า ขำตัวเองจริง ๆ)
อ้อ เล่มนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของ "ขุนทอง อัสุนี ณ อยุธยา" นั่นเองค่ะ

 

**ความจริงก็ยังมีอีกนิดหน่อยที่ไม่ได้เอามาได้ดู แต่เป็นหนังสือที่ใช้เรียนน่ะค่ะ ก็ขอไม่เอามาลงแล้วกันนะคะ สำหรับเพื่อน ๆ มีเล่มไหนไว้ใช้บ้างแล้วคะหรือใครที่มีหนังสือเล่มอื่นดี ๆ อย่าลืมแนะนำกันบ้างนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าไว้เลยแล้วกันค่ะ**

 

ในเอนทรี่นี้จะเอาไว้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นนะคะ
(ขอใช้คำว่าบอกเล่านะคะ เพราะยังไม่เก่งถึงขั้นสอนใครต่อใครได้ค่ะ)
เพื่อน ๆ คนไหนคิดจะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแต่ยังไม่มีพื้นฐานก็ลองเข้ามาอ่านดูนะคะ จะได้เป็นการปูพื้นฐานก่อนเข้าเรียนค่ะ
ส่วนเพื่อนคนไหนมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นกันอยู่แล้วก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะคะ
ถึงแม้ตอนนี้ภาษาญี่ปุ่นจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับสมัยก่อน ยังไงก็ตามการที่เรามีความรู้ภาษาต่างประเทศติดตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นกำไรของชีวิตแล้วค่ะ

ป.ล. ตอนแรกอาจจะขลุกขลักไปบ้าง แต่ยังไงก็จะพยายามหาพวกเนื้อหาต่าง ๆ อย่างพวกหลักไวยากรณ์หรือเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ในภายหลังนะคะ
วันนี้เราจะมาเริ่มจากพื้นฐานกันก่อนเลยแล้วกันค่ะ

 


 

★อักษรในภาษาญี่ปุ่น

ในภาษาญี่ปุ่นจะใช้อักษรอยู่ 3 ประเภท คือ
(1) อักษรฮิระงะนะ 『ひらがな』
- เป็นอักษรดั้งเดิมของญี่ปุ่นเลยค่ะ ใช้เขียนคำที่แสดงความหมายหลัก ๆ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือใช้เขียนคำของภาษาญี่ปุ่นแท้ ๆ ค่ะ
- บางที เราก็จะเห็นว่าอักษรนี้เขียนกำกับเสียงอ่านอยู่บนตัวอักษรคันจิ ซึ่งตรงนี้เราจะเรียกอีกอย่างว่า "ฟุริงะนะ" ค่ะ 『ふりがな』
- ลักษณะของอักษรฮิระงะนะ ใช้วิธีการจำง่าย ๆ ว่ารูปร่างของมันจะอ่อนช้อยราวกับเกอิชาร่ายรำค่ะ
(2) อักษรคะตะคะนะ 『カタカナ』
- เป็นอักษรที่ใช้ทับศัพท์ภาษาที่มาจากต่างประเทศค่ะ เช่น ชื่อเฉพาะหรือคำศัพท์ต่าง ๆ ชื่อบุคคล, สถานที่หรือพวกชื่อพืชและสัตว์ คำเลียนเสียง หรือใช้กรณีที่ต้องการเน้นคำก็ได้ค่ะ
- ลักษณะของอักษรคะตะคะนะ เมื่อลองเปรียบเทียบกับกับฮิระงะนะแล้ว อักษรคะตะคะนะจะมีลักษณะดูแข็ง ๆ ไม่อ่อนช้อยค่ะ แต่ก็มีอักษรคะตะคะนะบางตัวที่คล้ายกับอักษรฮิระงะนะนะคะ ยังไงก็ต้องระวังด้วยค่ะ
(3) อักษรคันจิ 『漢字』
- เป็นอักษรที่คนญี่ปุ่นยืมเข้ามาจากจีนค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเหมือนคำจากภาษาจีนเลย แต่ก็จะมีบางคำที่ญี่ปุ่นนำมาดัดแปลงเอง
- ใช้แสดงความหมาย เช่น พวกคำนาม คำกริยา ฯลฯ
- อักษรคันจินั้นอักษรแค่ 1 ตัวจะแทนทั้งเสียงและความหมาย (เราจะเห็นว่าคนญี่ปุ่นชอบนำอักษรคันจิมาใช้ผสม ๆ กันทำเป็นชื่อพิเศษต่าง ๆ ที่ดูแล้วเท่ ๆ ไงคะ)
- คนญี่ปุ่นมักจะนำอักษรคันจิมาใช้คู่กับฮิระงะนะหรือคะตะคะนะ หรือบางทีก็ใช้ตัวเดียวโดด ๆ ไปเลยค่ะ
- เสียงอ่านของอักษรคันจิจะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ "คุงโยมิ" 『訓読み』 และ "องโยมิ" 『音読み』 ค่ะ
- เสียงแบบ "คุง" จะเป็นเสียงอ่านแบบญี่ปุ่น ซึ่งมักอ่านแบบนี้เมื่อเจอคันจิผสมมากับฮิระงะนะค่ะ ส่วนเสียงแบบ "อง" จะเป็นเสียงอ่านแบบจีน จะอ่านแบบนี้เมื่อเจอคันจิตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป แต่ก็ไม่มีกฏตายตัวค่ะ
- ในประเทศญี่ปุ่นมีการบัญญัติให้อักษรคันจิ 1,945 ตัวเป็น "โจโยคันจิ (คันจิที่ใช้บ่อย)" 『常用漢字』 เพื่อจำกัดจำนวนคันจิในระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีคันจิยาก ๆ มากเกินไปค่ะ (แต่ก็มีคันจิยาก ๆ ใช้บ้างประปราย)

 

★แถวเสียง

- แยกเป็นฮิระงะนะกับคะตะคะนะ (46 เสียง) ซึ่งจะแบ่งการออกเสียงได้เป็น 2 แบบ คือ แบบ "เสียงใส" 『清音』 และแบบ "เสียงขุ่น" 『濁音』 ดังนี้เลยค่ะ

 

ひらがな (ฮิระงะนะ)


A (อะ)

KA (คะ)

SA (สะ)

TA (ทะ)

NA (นะ)

HA (ฮะ)***

MA (มะ)

YA (ยะ)

RA (ระ)

WA (วะ)

N (อึน, อึง)**

I (อิ)

KI (คิ)

SHI (ฌิ)

CHI (ชจิ)

NI (นิ)

HI (ฮิ)

MI (มิ)
 
RI (ริ)
   

U (อุ)

KU (คึ)

SU (สึ)

TSU (ทซึ)

NU (นึ)

FU (ฟฮึ)

MU (มึ)

YU (ยึ)

RU (รึ)
   

E (เอะ)

KE (เคะ)

SE (เสะ)

TE (เทะ)

NE (เนะ)

HE (เฮะ)****

ME (เมะ)
 
RE (เระ)
   

O (โอะ)

KO (โคะ)

SO (โสะ)

TO (โทะ)

NO (โนะ)

HO (โฮะ)

MO (โมะ)

YO (โยะ)

RO (โระ)

WO (โอ๊ะ)*
 

Note:
*を เป็นคำช่วย อ่านออกเสียง "โอ๊ะ" แต่เวลาฟังเพลงส่วนใหญ่จะออกเสียง "โว๊ะ" ค่ะ
**ん เป็นตัวสะกด อ่านออกเสียง"อึน" หรือ "อึง" ค่ะ
***は ปกติอ่านออกเสียง "ฮะ" แต่เมื่อใช้เป็นคำช่วย ต้องอ่านออกเสียง "วะ" ค่ะ
****へ ปกติอ่านออกเสียง "เฮะ" แต่เมื่อใช้เป็นคำช่วย ต้องอ่านออกเสียง "เอ๊ะ" ค่ะ

 

แถวเสียงขุ่น
- เิพิ่มขึ้นมาโดยการใส่ "เต็งเต็ง" 『"』 และ "มารุ" 『゜』 ลงในแถวเสียง "คะ" แถวเสียง "สะ" แถวเสียง "ทะ" และแถวเสียง "ฮะ" ดังนี้ค่ะ


GA*

ZA**

DA

BA

PA

GI*

JI**

JI

BI

PI

GU*

ZU**

ZU, DU

BU

PU

GE*

ZE**

DE

BE

PE

GO*

ZO**

DO

BO

PO

Note:
*แถวเสียงนี้ เวลาอยู่หน้าอยู่พยางค์หน้าออกเสียง "กง่ะ" แต่ถ้าอยู่พยางค์หลังจะอ่านออกเสียง "หง่ะ" ซึ่งจะออกเสียงขุ่นกว่าค่ะ
**แถวเสียง "ซะ" เวลาออกเสียง ให้เอาปลายลิ้นไปแตะฟันหน้าแล้วออกเสียงให้มีลมลอดออกมา (เสียงที่ได้จะขุ่น)

 

และยังมีแถวเสียงที่ผสมขึ้นมา โดยการนำแถวเสียง "ยะ" มาใส่ไว้ด้านหลังค่ะ โดยแถวเสียง "ยะ" ที่นำมาต่อท้ายต้องเขียนด้วยตัวอักษรตัวเล็กนะคะ

きゃ
KYA (เคียะ)
しゃ
SHA (ฉะ)
ちゃ
CHA (ชจะ)
にゃ
NYA (เนียะ)
ひゃ
HYA (เฮียะ)
みゃ
MYA (เมียะ)
りゃ
RYA (เรียะ)
ぎゃ
GYA (เกงียะ)
じゃ
JA (จะ)
びゃ
BYA (เบียะ)
ぴゃ
PYA (เพียะ)
きゅ
KYU (คยึ)
しゅ
SHU (ฉึ)
ちゅ
CHU (ชจึ)
にゅ
NYU (นยึ)
ひゅ
HYU (ฮยึ)
みゅ
MYU (มยึ)
りゅ
RYU (รยึ)
ぎゅ
GYU (งยึ)
じゅ
JU (จึ)
びゅ
BYU (บยึ)
ぴゅ
PYU (พยึ)
きょ
KYO (คโยะ)
しょ
SHO (โฉะ)
ちょ
CHO (ชโยะ)
にょ
NYO (นโยะ)
ひょ
HYO (ฮโยะ)
みょ
MYO (มโยะ)
りょ
RYO (รโยะ)
ぎょ
GYO (งโยะ)
じょ
JO (โจะ)
びょ
BYO (บโยะ)
ぴょ
PYO (พโยะ)

Tips:
สำหรับคนไทยเสียงผสมค่อนข้างออกเสียงยากค่ะ สำหรับเสียง "เอียะ" คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่ยากคือแถวเสียงที่เหลือ ยกตัวอย่างเช่น "คยึ" หรือ "คโยะ" คนไทยจะออกเสียงว่า "คิว" หรือ "เคียว" ไปเลย จะว่าออกเสียงผิดไม๊ ก็ไม่น่าจะผิดอะไร เพราะมันก็เหมือนกับการออกเสียงโดยอาศัยการควบของจังหวะเสียงเร็ว ๆ แต่พึงระวังเอาไว้ว่า เสียงนี้เป็นเสียงสั้น ถ้าเป็นเสียงยาวจะต้องมี "อุ" ต่อท้าย เช่น きょう (Kyou=เคียว) หรือ りゅう (Ryuu=ริว) ดังนั้น หากจะลักไก่อ่านออกเสียงเป็น "คิว" หรือ "เคียว" ฯลฯ อย่าออกเสียงลากยาวนะคะ ให้สะบัดเสียงให้สั้นลงจะได้ถูกต้องค่ะ

 

カタカナ (คะตะคะนะ)


A

KA

SA

TA

NA

HA

MA

YA

RA

WA
ン***
N**

I

KI
シ***
SHI

CHI

NI

HI

MI
 
RI
   

U

KU

SU
ツ***
TSU

NU

FU

MU

YU

RU
   

E

KE

SE

TE

NE

HE

ME
 
RE
   

O

KO
ソ***
SO

TO
ノ***
NO

HO

MO

YO

RO

WO*
 

Note:
* และ ** ดูจากตารางฮิระงะนะประกอบค่ะ
***อักษรที่คล้ายกัน ต้องระวังด้วยนะคะ จุดสังเกตง่าย ๆ ก็คือ
シ "ชิ" ขีดด้านข้าง จะลากเข้าหาด้านข้าง เส้นด้านล่างลากขึ้นค่ะ
ツ "ทซึ" ขีดด้านข้าง จะลากลงด้านล่างแต่มีแค่ขีดเดียว เส้นด้านล่างลากลงค่ะ
ソ "โสะ" ขีดด้านข้าง จะลากลงด้านล่าง เส้นด้านล่างลากลงค่ะ
ン "อึน" ขีดด้านข้าง จะลากเข้าหาด้านข้างแต่มีแค่ขีดเดียว เส้นด้านล่างลากขึ้นค่ะ
ノ "โนะ" ลากลงมาขีดเดียวโดด ๆ เลยค่ะ

 

แถวเสียงขุ่น


GA*

ZA**

DA

BA

PA

GI*

JI**

JI

BI

PI

GU*

ZU**

ZU, DU

BU

PU

GE*

ZE**

DE

BE

PE

GO*

ZO**

DO

BO

PO

Note:
* และ ** ดูจากตารางฮิระงะนะประกอบค่ะ

 

และตัวอักษรคะตะคะนะก็มีการนำแถวเสียง "ยะ" ตัวเล็ก มาทำเป็นเสียงผสมเหมือนกับฮิระงะนะได้เช่นเดียวกัน ตามนี้เลยนะคะ

キャ
KYA
シャ
SHA
チャ
CHA
ニャ
NYA
ヒャ
HYA
ミャ
MYA
リャ
RYA
ギャ
GYA
ジャ
JA
ビャ
BYA
ピャ
PYA
キュ
KYU
シュ
SHU
チュ
CHU
ニュ
NYU
ヒュ
HYU
ミュ
MYU
リュ
RYU
ギュ
GYU
ジュ
JU
ビュ
BYU
ピュ
PYU
キョ
KYO
ショ
SHO
チョ
CHO
ニョ
NYO
ヒョ
HYO
ミョ
MYO
リョ
RYO
ギョ
GYO
ジョ
JO
ビョ
BYO
ピョ
PYO

 

นอกจากแถวเสียงที่ผสมขึ้นมา โดยใช้แถวเสียง "ยะ" ตัวเล็กมาต่อท้ายแล้ว ตัวอักษรคะตะคะนะจะมีแถวเสียงผสมที่ใช้แถวเสียงอื่น ๆ ตัวเล็กเพิ่มเติมขึ้นมาด้วย ดังนี้ค่ะ

  ヴァ
VA
クァ
KWA
ツァ
TSA
    ファ
FA
ウィ
WI
ヴィ
VI
    ティ
TI
ディ
DI
フィ
FI
 
VU
      デュ
DU
 
ウェ
WE
ヴェ
VE
  ツェ
TSE
    フェ
FE
ウォ
WO
ヴォ
VO
  ツォ
TSO
    フォ
FO

Tips:
ถ้าต้องการให้ออกเสียงยาว ให้ใช้ 『ー』 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเสียงยาวในภาษาญี่ปุ่นค่ะ เช่น คำว่า "Fram=กรอบ" หรือ "Flame=เปลวไฟ" ก็จะเป็น フレーム ค่ะ

 

※ของดลงหลักในการเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษนะคะ เพราะเห็นว่าเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างลงลึกและต้องอาศัยความชำนาญพอดู (เราเองก็ยังไม่คล่องเหมือนกันค่ะ)
แนะนำให้เพื่อน ๆ ลองไปหาหนังสือไวยากรณ์เบื้องต้นดี ๆ ซักเล่มมาอ่านจะดีกว่าค่ะ※

 


 

คิดว่าคงไม่ยากกันเกินไปนะคะ สำหรับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่พูดกันตามจริงแล้วมีมากกว่าภาษาไทยไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง (จริงดิ)
และถ้าเพื่อน ๆ คนไหนอยากฝึกการออกเสียงก็ไม่ยากค่ะ ลองหาเพลง, ละคร หรืออนิเมที่เป็นภาษาญี่ปุ่นมาฟัง แล้วออกเสียงตามเจ้าของภาษา รับรองว่าการออกเสียงของเพื่อน ๆ จะต้องพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

เบื้องต้นก็ขอแนะนำแค่ตัวอักษรไปก่อนแล้วกันนะคะ ไว้คราวหน้าจะหาเนื้อหามาลงให้ค่ะ

ขอให้สนุกกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น มาพยายามไปด้วยกันนะคะ

 

แหะ ๆ มาคราวนี้ ก็หยิบเอาชื่อของเกมใกล้ ๆ ตัวก่อนเลยนะคะ ก็เกมแสนรัก sora no kiseki ไงคะ

อย่างที่รู้กันว่า ชื่อเต็ม ๆ ของเกมนี้ในภาษาอังกฤษก็คือ
The legend of heroes VI: trail of the sky
(ใส่ภาคกันเอาเองนะคะ จะ FC, SC หรือ the3rd ตามอัธยาศัยเลยค่ะ)

ส่วนชื่อในภาษาญี่ปุ่นจะอ่าน ๆ กันว่า eiyuu densetsu VI:sora no kiseki ค่ะ

เอาล่ะ!! มาเริ่มกันเลยดีกว่า สำหรับเพื่อน ๆ บางคน ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น จะข้ามเอนทรี่นี้ไปเลยก็ได้ค่ะ

 


 

เริ่มจากชื่อของซีรี่ย์นี้เลยนะคะ 英雄伝説 เราจะแยกออกมาได้คำว่า

▼英雄《えいゆう》 = "วีรบุรุษ"

-  หากแปลเป็นภาษาอังกฤษจะได้คำว่า hero หรือ great man บางคนก็เลยแปลทับศัพท์ภาษาอังกฤษไปเลยว่า "ผู้กล้า" ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ อย่างที่เคยบอกไปว่าภาษาญี่ปุ่นนั้น ในแต่ละคำ ๆ ค่อนข้างมีความหมายลึก ๆ ซ่อนอยู่ค่ะ
- ผู้กล้านั้น ในภาษาญี่ปุ่น จะมีอีกคำคือ 勇者《ゆうしゃ》 ค่ะ (อาชีพตัวเอกยอดนิยมแห่ง Dragon Quest SERIES และต้องมีท่าไรดีนด้วยทุกครั้งไป) ซึ่งคำว่า "ยูชะ" นี้ จะให้ความหมายว่า "ผู้กล้า" ได้ตรงตัวกว่า ถึงจะมีความหมายในภาษาอังกฤษว่า hero เหมือนกับ "เอย์ยู" ก็เถอะค่ะ แต่มันจะมีความหมายย่อย ๆ ลงไปอีกก็คือ the brave หรือ man of valor น่ะค่ะ ทำให้คนส่วนใหญ่สับสนว่าจะแปลว่ายังไงดี ระหว่าง "วีรบุรุษ" กับ "ผู้กล้า"
- จริง ๆ แล้วจะแปลยังไง ความหมายในภาษาไทย ก็คงต่างกันไม่มากนัก แต่เราแนะนำให้เลือก "วีรบุรุษ" เป็น priority แรก ๆ เลยดีกว่าค่ะ ซึ่งคงตามความหมายเดิม ที่คนญี่ปุ่นต้องการสื่อได้ตรงตัวที่สุดค่ะ

▼伝説《でんせつ》 = "ตำนาน"

- สำหรับคำนี้ ก็ตรงตัวเช่นกันค่ะ แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า legend, folklore และ tradition ซึ่ง 2 ตัวหลัง หากเปิดดิคฯ ดู จะให้ความหมายไปในเชิงว่า "พิธีที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา" "ธรรมเนียม" "ประเพณี" หรือ "นิทานที่เล่าต่อ ๆ กันมา" ค่ะ
- ดังนั้นแล้ว คำที่บ่งบอกความหมายของ "เด็นเซ-ทสึ" ได้ตรงตัวมากที่สุด ก็คือคำว่า "legend" หรือ "ตำนาน" นั่นเองค่ะ
- แล้วทำไม ไม่ใช้ 物語《ものがたり》 ล่ะ
- จริง ๆ แล้ว "โมโนะงาตาหริ" ในภาษาอังกฤษ ก็ได้ให้ความหมายไว้ว่า legend เหมือนกันค่ะ แต่ความหมายของคำนี้ จะไปในแนว tales หรือ story มากกว่า (นิยายปรัมปรา หรือเรื่องเล่า ที่หาเหตุที่มาได้ หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาในภายหลัง) ไม่ได้ให้ความหมายเน้นหนักไปในเชิงแบบ "ตำนาน" "เรื่องเล่าขาน" หรือ "วีรกรรมของบรรพบุรุษที่เล่าสืบต่อกันมา ซึ่งคนที่ฟังก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่" ค่ะ
- ในความคิดของเราคิดว่า ที่ทางฟาลคอมใช้คำว่า "เด็นเซ-ทสึ" ก็เพราะอยากจะเน้น theme ของซีรี่ย์นี้ว่า เป็นวีรกรรมที่เหล่าวีรบุรุษได้ทำมามั๊งคะ (ภาคแรกกะภาคสองก็เป็น dragon slayer แล้ว วีรกรรมบรรพบุรุษไม๊ล่ะ)

 

ต่อมาเรามาดูชื่อตอนของภาค VI กันเลยดีกว่าค่ะ 空の軌跡 จะแยกได้คำว่า

▼空《そら》 = "ท้องฟ้า"

- คำนี้แทบไม่ต้องบอก เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ก็คงจะรู้ความหมายในตัวของมันอยู่แล้วนะคะ เพราะเกมจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ชอบใช้คำนี้เป็น theme มาก ๆ ค่ะ เพราะให้ความรู้สึกอิสระ และสดใส
- ในภาษาอังกฤษให้ความหมาย "โซระ" ไว้ว่า "sky" และ "the heavens" ค่ะ ซึ่งจริงแล้ว เราก็เคยเห็นคนญี่ปุ่นเปรียบเปรยท้องฟ้า ว่าเป็น "สวรรค์" เหมือนความหมายหลังนะคะ เพราะสวรรค์มันอยู่บนฟ้าไง (กำปั้นทุบดินไม๊คะ)
- แต่หากพูดตามความรู้สึกแล้ว คำว่า "โซระ" ให้ความหมายในเชิงว่า "ท้องฟ้า" มากกว่าค่ะ ท้องฟ้าที่เรามอง ๆ เห็นกันอยู่ทุกวันเนี่ยแหล่ะค่ะ
- ส่วนคำว่าสวรรค์นั้นคำที่ให้ความหมายได้ตรงตัวกว่ามาก ๆ จะเป็นคำว่า 天《あま、あめ、てん》 ค่ะ เพราะคำว่า "อามะ, อาเมะ หรือ เทน" (คำอ่านขึ้นอยู่กับ คำที่ติดมาด้วยค่ะ) นั้น จะให้ความหมายในเชิงว่า "ท้องฟ้า" ที่เรามองไม่เห็น อยู่เหนือขึ้นไปจากท้องฟ้าที่เรามองเห็น (เช่น สวรรค์ หรือทางช้างเผือก ฯลฯ จะมีคำนี้อยู่ด้วย)
- ในภาษาอังกฤษได้ให้ความหมาย ไว้ว่า "sky" และ "heaven" เช่นกันค่ะ ดังนั้น หากพูดกันจริง ๆ แล้วจะแปลเป็น "สวรรค์" หรือ "ท้องฟ้า" ก็แล้วแต่คนแปล หรือ สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงมากกว่าค่ะ
- สำหรับคำว่า นี้ แปลได้อีกอย่างว่า "ว่างเปล่า" ด้วยนะคะ แต่เสียงอ่านจะเปลี่ยนไปค่ะ เวลาใช้ก็ให้ระวัง ๆ ด้วยนะคะ

▼の = เป็นคำช่วย

- ใช้ได้หลายรูปแบบ ในกรณีนี้ใช้ขยายความ ระหว่าง นาม กับ นาม ค่ะ

▼軌跡《きせき》 = "วิถีของจุดในเรขาคณิตที่เคลื่อนที่ไปตามสมการที่กำหนดให้, รอยทาง (ที่มีคนทำเอาไว้แล้ว)"

- มันอะไรกันนี่ แค่เห็นคำแปลแรกก็สะอึกแล้วค่ะ อย่าค่ะ อย่าเพิ่งตกใจไป หากจะแปลกันง่าย ๆ ล่ะก็ คำว่า "คิเซะคิ" นี่ จะให้ความหมายในแนว ๆ ว่า "เส้นทางที่มีคนผ่านไปแล้ว และยังคงเหลือร่องรอยทิ้งเอาไว้ ให้อนุชนรุ่นหลังตามรอยทางมาได้ในภายหลัง" (นี่ขนาดง่าย ๆ นะเนี่ย แต่ยังไงก็จะพยายามให้ความหมาย เพื่อความเหมาะสมกับเกมนี้ค่ะ)
- มันออกจะดูวุ่นวายอยู่นา ใช้คำว่า "คิเซะคิ" เนี่ย ทำไมไม่ใช้ คำว่า 道《みち、どう》 แทนล่ะ
- คำว่า "มิ-ชจิ หรือ โด" (ออกเสียงควบระหว่าง ช-ช้าง กับ จ-จาน ให้เป็นเสียง จิ ที่มีลมออกมาจากร่องฟันด้วยนะคะ ถึงจะรู้สึกอี๋แต่ก็เป็นการออกเสียงที่ถูกต้องค่ะ) คำ ๆ นี้ ก็แปลว่า "เส้นทาง, ถนน, แนวทาง ฯลฯ" ค่ะ แต่ให้ความหมายว่า เป็นเส้นทางที่มีคนทำเอาไว้ เพื่อการใดการหนึ่ง (มีจุดประสงค์) เช่น ถนน ที่ทำให้คนสัญจรไปมา หรือให้ความหมายว่าเป็น "แนวทาง" เช่น แนวทางในการปฏิบัติ ฯลฯ ค่ะ
- ดังนั้นแล้ว เพื่อให้เหมาะสมกับ ท้องฟ้า ที่มีลักษณะที่ดูด้วยตา เป็นแนวเส้นโค้งกลม ทางฟาลคอมก็เลยเลือกใช้ คิเซะคิ แทนค่ะ

※สังเกตว่า ฉากของเกม ทั้ง OP ทั้ง ED มักจะมีเส้นที่ขีดพาดผ่านจากท้องฟ้าลงมาสู่พื้นดินอยู่เสมอ ซึ่งทางฟาลคอมตั้งใจทำให้เป็น theme ของภาคนี้ค่ะ (ดูรูป wallpaper ของ blog นี้ประกอบได้ค่ะ มีเส้นขีดอย่างที่บอกใช่ไม๊ล่ะคะ)

※ข้อควรระวัง มีคันจิที่อ่านได้ว่า "คิเซะคิ" เหมือนกันนะคะ แต่ความหมายไปคนละอย่างกันเลยค่ะ คำนั้นก็คือ 奇跡《きせき》 ค่ะ ซึ่งความหมายของคำนี้จะแปลว่า "ปาฏิหาริย์" นะคะ ไม่ได้แปลตามความหมายของคันจิที่เป็นชื่อตอนของเกมนี้ค่ะ บางคนจะสับสน (หรืออาจไม่ทันดูให้ละเอียดดี) เพราะคันจิที่อยู่ข้างหลังใช้เหมือนกันเลยค่ะ (หากแปลว่า "ปาฏิหาริย์แห่งฟากฟ้า" มันจะไปตรงกับชื่อเพลงของวงดนตรีญี่ปุ่นวงหนึ่งแทนค่ะ)
- ซึ่งตอนแรกเราก็สับสนเหมือนกันค่ะ ด้วยเหตุที่ว่าความหมายของ "คิเซะคิ" ที่ให้มา มันแปลเป็นชื่อเกมแล้วมันแหม่ง ๆ น่ะค่ะ "วิถีของจุดเรขาคณิตบนฟากฟ้า" ฮา แหม่ง ๆ ใช่ไม๊คะ ก็เลยคิดว่า "เอ๊ะ มันจะใช่เหรอ" ก็เลยปรับใหม่เป็น "เส้นทางแห่งฟากฟ้า" หรือ "รอยทางแห่งฟากฟ้า" หรือ "วิถีแห่งฟากฟ้า" ก็ได้ค่ะ

 


 

จบแล้วค่ะ สำหรับการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นจากเกมแสนรัก
แล้วจะหามาลงเพิ่มให้อีกนะคะ

ป.ล. อย่างที่บอก (อีกและ) เราไม่ได้เก่งภาษาญี่ปุ่นอะไรมากมายนะคะ มีแต่ใจรักล้วน ๆ ค่ะ
หากเพื่อน ๆ มีข้อติชม แนะนำ หรือ แบบว่า "อ้าว ยัยนี่เขียนผิดนี่นา" ก็เตือน ๆ เราด้วยนะคะ
มาใช่สื่อที่เรามี ร่วมแบ่งปันความรู้กันดีกว่า แทนที่จะใช้สื่อที่มีอยู่ นั่งเล่นเกมเฉย ๆ นะคะ
อยากให้เพื่อน ๆ มีความรู้กันเยอะ ๆ ควบคู่ไปกับความสนุกที่ชื่นชอบค่ะ

 

sora no hime★空のひめ View my profile