ปวดหัว ปวดตา เคืองตา ฯลฯ จากการใช้คอมพิวเตอร์
posted on 09 Feb 2008 13:53 by gin-no-ishi in Miscellaneousเคยมั้ยคะ ที่เวลาใช้คอมฯนาน ๆ แล้วรู้สึกปวดตา เคืองตา มีน้ำตาไหล มองไม่ค่อยชัด ฯลฯ ?
เราเองคนนึงล่ะค่ะที่เป็น
ยิ่งหลัง ๆ มานี่ก็รู้สึกปวดตาและปวดหัวมาก ๆ เพราะนอกจากจะใช้คอมฯทั้งวันจากที่ทำงานแล้ว
บางทีก็กลับมาเล่นคอมฯที่บ้าน เคยพักสายตาไปเป็นวัน ๆ แล้วค่อยกลับมาเล่นใหม่ก็เป็นอีกไม่หายขาด
เราก็เลยไปค้นหาข้อมูลมาว่า ถ้าใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ มีผลต่อตาโดยตรงหรือเปล่า ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาดังนี้ค่ะ
★สาเหตุของอาการ
(1) เกิดขึ้นจากแสงหรือสภาพบนจอมอนิเตอร์
(2) เกิดขึ้นจากสภาพของนัยน์ตาที่แย่อยู่ก่อนแล้ว
(3) เกิดขึ้นจากสภาพการทำงานหรือการใช้นัยน์ตาเพ่งมองหรือจ้องมองเค้นของนัยน์ตา
★อาการที่เกิดขึ้นเมื่อใช้สายตามากเกินไป
(1) หลังจากมองจอนาน ๆ แล้ว พอลองมองไปที่อื่นจะรู้สึกว่ามองเห็นสีได้ยากขึ้น
- อาการนี้เรียกว่า "The McCulloch afterimage" ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากปริมาณของสีเคมีพิเศษที่อยู่ในเรตินาลดลง (สีอะไรนะ?) แต่นัยน์ตาก็จะสร้างสีให้เกิดใหม่ได้ในไม่ช้าหลังจากที่สีเคมีดังกล่าวขาดหายไปชั่วขณะหนึ่งค่ะ
(2) มองเห็นภาพซ้อน
- บางครั้ง ก็อาจจะไม่รู้สึกว่ามองเห็นภาพซ้อนขึ้นโดยตรงค่ะ แต่จะรู้สึกปวดหัวหรือเกิดอาการตาล้า และเป็นสาเหตุของความเครียดทางสุขภาพตาด้วย ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ ควรไปหาจักษุแพทย์ด่วนค่ะ
(3) โฟกัสสายตาแย่ลง
- เพราะกล้ามเนื้อซิเลียรี (ciliary) ที่มีลักษณะเหมือนกับเยื่อหุ้มหลอดเลือดที่มีความหนา ซึ่งอยู่ระหว่างส่วนที่เรียกว่าคอรอยด์ (choriod) และ ม่านตา (iris) เกิดอาการล้าหรือตึงเครียดเนื่องจากถูกใช้งานหนัก เพราะทำงานอย่างซ้ำ ๆ อย่างการดูตัวอักษรที่พิมพ์บนหน้าจอ แล้วสายตาก็เลื่อนตามตัวอักษรที่พิมพ์ไปในแต่ละบรรทัด หรือการที่พยายามมองอยู่ที่โฟกัสเดิม ๆ นาน ๆ ก็เป็นสาเหตุที่จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนนี้เสื่อมไปด้วยค่ะ
(หย๋าย อ่านแล้วใจเริ่มไม่สู้ดีแฮะ ว่าแต่ว่า เจ้าคอรอยด์เนี่ย มันอยู่ตรงไหนของตากันนะ?)
(4) ปวดหัวตุ๊บ ๆ
- เกิดจากความเครียด ที่มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อในบริเวณคอและบริเวณศีรษะเกิดความตึงเครียด โดยทั่วไปจะเกิดบริเวณขมับค่ะ
(5) สายตาสั้นขึ้น
- เป็นความเชื่อว่าการใช้คอมฯ นาน ๆ จะทำให้สายตาสั้นขึ้นค่ะ
(เอ้า ใครจะสนับสนุนความคิดนี้ ยกมือขึ้นค่าาาาาา
)
(6) สายตาสั้นอยู่แล้ว
- ระวัง!! คุณมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ๆ ถึงแม้จะเป็นเปอร์เซนต์น้อย แต่คุณก็อาจจะเกิดอาการต้อหินได้ ซึ่งการวิจัยอันนี้มาจากการวิจัยศึกษาของคนญี่ปุ่นนะคะ
★วิเคราะห์อันตราย
(1) ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจอคอมพิวเตอร์จะทำให้เกิดอันตรายโดยตรงต่อตา แต่อาจเกิดอาการไม่สบายตา เมื่อยตาได้ โดยพบมากถึง 50 - 90 % ในกลุ่มผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำค่ะ
(หรือเราจะเป็น 1 ในกลุ่มนั้นจริง ๆ?)
(2) จากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า จอคอมพิวเตอร์จะปล่อย รังสีเอ็กซ์ (X-ray) และรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตออกมา แต่เป็นปริมาณที่น้อยมาก น้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ซะอีกค่ะ (ก็หลอดไฟที่ใช้ตามบ้านนั่นแล) ด้วยความที่ปล่อยรังสีออกมาน้อยมาก ๆ นี่เองก็เลยไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อตา ไม่ทำให้เกิดต้อกระจกค่ะ
(แต่อาจจะเกิดต้อหินใช่มั้ย?)
(3) การใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตา ตาพร่า บางคนก็มีอาการแพ้แสงจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล บางคนก็มีอาการตาแห้ง เพราะดันไปคร่ำเคร่งกับการใช้สายตา ก็เลยกระพริบตาน้อยเกินไป บางทีก็รู้สึกปวดศีรษะ ปวดหลังด้วย ถึงแม้ว่าอาการพวกนี้จะทำรู้สึกไม่ค่อยสบาย แต่ก็ไม่ทำให้ตาเป็นอันตรายถึงขั้นร้ายแรงค่ะ
(แสดงว่า เรายังบริโภคบล็อกต่อไปได้ใช่มั้ย?)
★การป้องกันและบรรเทา (จะได้กลับมาเล่นคอมฯ ต่อได้อย่างสนุก)
(1) พักสายตาและพักผ่อนซะบ้าง
- ถ้าละสายตานาน ๆ ไม่ได้ (ต้องรีบปั่นนั่นแล) ให้มองไปไกล ๆ บ้างเป็นครั้งคราว อย่าง การมองออกไปนอกหน้าต่าง (ยิ่งมีต้นไม้เขียว ๆ ด้วยยิ่งดี) ครั้งละประมาณ 1 - 2 นาที จะได้เป็นการพักกล้ามเนื้อตาในการมองใกล้ ให้ไปมองไกลซะบ้างค่ะ
- หรือจะพักสายตาครั้งละ 15 นาที ในทุก ๆ 2 ชั่วโมง ร่างกายและลูกกะตาจะได้ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า
- หัดกระพริบตาบ่อย ๆ ตาจะได้ไม่แห้ง ถ้ายังไม่ดีขึ้นใช้น้ำตาเทียมหยอดเป็นครั้งคราวค่ะ (ระวังอย่าหยอดเยอะ ของพวกนี้ก็ใช่ว่าจะดีนะคะ)
- ล้มตัวนอน แล้วหาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ มาแปะไว้บนเปลือกตา จะใช้ Eye Mask ก็ได้นะคะ มีกลิ่นหอม ๆ ด้วยล่ะ
(2) ปรับหน้าจอคอมฯ
- ปรับให้หน้าจอมีความสว่างในระดับที่พอดี ไม่มากไปหรือน้อยเกินไปหรือต้องใกล้เคียงกับความสว่างในห้องค่ะ
- ควรระวัง ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ในห้องที่มีแสงจ้า (แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่าห้องต้องมืด) เพราะเราจะต้องปรับจอภาพให้มีความสว่างตามไปด้วย การทำเช่นนี้ทำให้เกิดผลเสียกับดวงตาได้ง่ายและรวดเร็วค่ะ
- พยายามปรับระดับ Contrast ให้สูงที่สุดเท่าที่เรายังรู้สึกสบายตาค่ะ
- ปรับระดับตัวหนังสือไม่ให้เล็กจนเกินไป เพราะถ้าเล็กมากก็ยิ่งใช้สายตามากขึ้นค่ะ
- ใครที่ใช้โคมไฟ ไม่ควรทำให้แสงไฟส่องมาจากด้านหลังคอมพิวเตอร์ และห้ามส่องแสงไฟตรงไปที่จอเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการกระจายของแสงทำให้เวลาจ้องจอนาน ๆ จะเกิดอาการแสบตาและล้าตาได้ค่ะ
- หรือจะซื้อแผ่นกรองแสง (Anti-reflection screen filter) มาใช้ร่วมด้วยก็ได้นะคะ จะได้ช่วยลดแสงสะท้อนและแสงที่จะกระจายตัวด้วยค่ะ
(3) จัดท่าทางในการเล่นคอมใหม่
- ถ้าท่านั่งเดิมทำให้รู้สึกปวดหัว ก็ลองนั่งหลังตรง ๆ เอนไปด้านหลังนิด ๆ มือวางขนานกับคีย์บอร์ด ให้จอคอมฯ อยู่ไกลกว่าระยะในการอ่านหนังสือเล็กน้อย (ประมาณ 20 - 24 นิ้ว) และให้ระดับสายตาอยู่ตรงหรือต่ำกว่าส่วนบนสุดของจอคอมพิวเตอร์ค่ะ
- เอกสารในการพิมพ์ควรอยู่ใกล้ ๆ จอมากที่สุด จะได้ลดการเคลื่อนไหวของศีรษะและลดการกรอกลูกตาลง ตาจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนโฟกัสบ่อย ๆ ค่ะ
(4) ขี้เกียจอ่าน ไปปรึกษาจักษุแพทย์ดีกว่า
- ชัวร์สุด ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ และมีอาการจากที่กล่าวมาเกิดขึ้นบ่อย ๆ แนะนำให้ไปปรึกษาจักษุแพทย์ให้เขาตรวจตาและให้การรักษาที่เหมาะสมไปเลยค่ะ
สรุป จากที่อ่านมา พบว่าเราปฏิบัติตัวทำให้เกิดตรงกับสาเหตุที่เนื้อหาข้างต้นระบุไว้เกือบทั้งหมดค่ะ 555
กระพริบตาน้อย ไม่ค่อยพักสายตา จอคอมอยู่ใกล้เกินไป ชอบใช้โคมไฟส่องแสงไปที่หน้าจอคอม ฯลฯ
อาการที่ว่าก็เลยเกิด นี่ขนาดจำกัดเวลาเล่นคอม (ไม่รวมแอบเล่นที่ทำงาน เหอ ๆ
) แล้วนะเนี่ย
ลงถ้าเป็นอย่างนี้ เราคงต้องปรับเปลี่ยนนิสัยในการใช้คอมซะใหม่...... ใช่มั้ยคะ
เอ้า!! จะลองพยายามปรับดูค่ะ
ถ้ายังไงก็อยากจะให้เพื่อน ๆ รักษาสุขภาพตากันเข้าไว้ด้วยเหมือนกันนะคะ
เมื่อสุขภาพตาดี สุขภาพจิตและบุคลิกภาพก็ดี ไม่ต้องคอยทำตาหยีมองอะไรไกล ๆ เหมือนหาเรื่องค่ะ
Thank you for original sources from:
◆ eyebankthai - ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
◆ elib-online.com - บทความได้คัดลอกมาจากวารสาร MicroComputer User
Blog-map
(หรือกลายเป็นเพ่งมากขึ้นหว่า 555)

![เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น กับ ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์ ที่ [โรงเรียนเด็กวัดปรียา] ค่ะ](http://gin-no-ishi.exteen.com/images/lan-dekwad.gif)
กำลังมึนๆเลย ฮะๆๆ
#1 By ~*~Sakura Kaze~*~ on 2008-02-09 14:38