หรือ Takumi จะ...!?
posted on 06 Feb 2008 21:16 by gin-no-ishi in NikkiJanakute
เนื่องด้วย สัญญิงสัญญากับเหล่าเพื่อนฝูงเอาไว้ว่าจะไปกินทาคุมิกันให้อิ่มหนำสำราญมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปกินกันซักที เพราะมัวแต่เกรงใจกันว่าใครสะดวกวันไหนบ้าง แล้วก็ผลัดมาเรื่อย ๆ แต่แล้วก็มีมือที่มองไม่เห็น? ลงมติจากฟากฟ้าระบุเอาฤกษ์ดีมาให้
ด้วยเหตุนี้ เราและเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ ผู้มีความจุราวกับ HD ขนาด 100 GB จึงได้มีโอกาสไปลิ้มไปลองรสชาติของบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นที่หลาย ๆ คนเอ่ยปากมาว่า บริการดี+อาหารอร่อยจนได้ค่าาาาา
Note: Takumi เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์ญี่ปุ่นที่บรรยากาศดีมาก ๆ อัตราค่าเข้าไปใช้บริการประมาณ 530 Net ร้านจะอยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม Swissotel Le Concorde บนถนนรัชดาภิเษก ใกล้ ๆ กับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีห้วยขวางค่ะ
อยู่ตรงข้ามกับโรงแรม The Emerald ที่เราไม่คิดจะเข้าไปกินบุฟเฟต์ Daichi อีกเลยค่ะ สาเหตุเพราะเขาเสริฟผิด สั่งเทปันหมู ดันเสริฟเป็นเนื้อวัวของโต๊ะไหนก็ไม่รู้ (แต่ป้ายเป็นของโต๊เรา ก็เลยเข้าใจว่าเป็นของเจ้านาย) ด้วยความที่คิดว่ามันเป็นเนื้อหมู (เพราะไม่คิดว่าทางโรงแรมจะเสริฟผิด แต่ก็สงสัยว่าทำไมเนื้อหมูมันดำ ๆ) เจ้านายก็เลยกินเข้าไปจนเกือบหมดแล้วมารู้ทีหลังว่าเนื้อวัว ก็ได้แต่ปลอบใจว่าตัวเองไม่ผิด พนักงานก็ไม่ผิด เพราะไม่ได้ตั้งใจค่ะ (ปลอบใจและปล่อยวางแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะมากินที่นี่อีกแล้ว เพราะเรื่องนี้มันร้ายแรงมากนะ สำหรับคนไม่กินเนื้อวัวน่ะ
)
Website ของ Swissotel ในประเทศไทย: http://www.bangkok.com/swissotel/
หรือจะลองไปดูรีวิวอาหารที่คุณ Dunbine ทำก็ได้นะคะ กล่าวได้ว่า เพราะรีวิวอันนี้เป็นแรงจูงใจทำให้เราเกิดความสนใจในบุฟเฟต์ที่นี่ แล้วเพื่อนก็ส่งรีวิวที่พันธุ์ทิพย์มาให้ดูยั่วน้ำลายด้วย ว่าแล้วก็เลยตัดสินใจว่าคราวนี้จะไปกินกันที่นี่แหล่ะ (หาเรื่องกระเป๋าแฟบสิ้นดีเลยเนอะ 555)
ตอนแรกที่โทรไปจอง ปรากฏว่าห้องเต็มค่ะ (ขนาดโทรไปจองล่วงหน้าตั้ง 2 วันนะ)
เราก็เลยทำ On request เอาไว้ว่าถ้ามีแขกท่านอื่น Cancel ก็ให้แจ้งด้วย เพราะเราอยากนั่งเป็นห้อง (ก็ถ้าเลือกนั่งในห้องก็จะได้รู้สึกเป็นส่วนตัว หรือจะบอกว่าไม่ต้องอายเวลากินกันแบบปิศาจสาวน่าจะพูดได้ถูกกว่านะ
แต่ที่แน่ ๆ เค้าไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติมค่ะ ดีมาก ๆ เลยเนอะ
) ซึ่งพนักงานผู้แสนจะใจดีก็รับปากค่ะ และบอกว่าจะโทรแจ้งให้ว่าได้หรือไม่ได้
วันที่ไป ก็ไปถึงตั้งแต่ก่อน 6 โมงเลยค่ะ ไปดูบรรยากาศร้าน ดูกุ๊กที่กำลังขมีขมันเตรียมเครื่องต่าง ๆ ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ พอตอน 6 โมงห้องอาหารเปิด เราก็เข้าไป ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้ห้องแล้ว (เพราะพนักงานไม่ได้โทรแจ้ง) แต่ก็ดันได้ห้องมานั่งเนี่ยแหล่ะ ทำให้การไปครั้งนี้ ค่อนข้างจะพอใจสุด ๆ ค่ะ
Above: ด้วยความที่ไปถึงก่อนเพื่อน เราก็เลยสั่งอาหารนิด ๆ หน่อย ๆ (?) มานั่งทานรอเพื่อน
ว่าจะค่อย ๆ ละเลียด ๆ ให้รู้สึกละมุนลิ้น แต่ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที สภาพบนโต๊ะก็กลายเป็นแบบนี้ค่ะ
Above: ลองทวนรายการดูว่าตัวเองกินอะไรไปบ้าง
(1) เทมปุระเซ็ต, (2) ไข่หวาน (หวาน ๆ เย็น ๆ), (3) ไข่ไม่หวาน (เค็ม ๆ ร้อน ๆ), (4) โดบินมุชิ (ซุปกา ที่เปลี่ยนมาใส่มาในถ้วย), (5) ชะวังมุชิ (ไข่ตุ๋น ที่เปลี่ยนมาใส่ในถ้วยเหมือนกัน แต่...... ไข่ตุ๋นน่ะถ้าไม่ใส่ในถ้วย (ชะวัง) มันก็ไม่ใช่ไข่ตุ๋นน๊าาา เฮ้อ~ ช่างเถอะ อร่อยก็พอแล้ว หุหุ), (6) ยำวากาเมะ (เป็นเมนูเดียวในดวงใจที่ไปร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นต้องสั่งค่ะ) และตบท้ายด้วย (7) พุดดิ้งชีส (ขอบอกว่าอร่อยมาก ๆ) ค่ะ
เห็นรายการแล้วเชื่อมั้ยคะว่า นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งกินเข้าไปจนเรียบวุธภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีค่ะ!!!
(พอจะไปแข่งรายการ TV Champion ได้มั้ยเอ่ย) จริง ๆ ยังกินไหวอีกนะคะ แต่ก็ยั้งเอาไว้แค่นี้ เพราะกลัวจะไม่เหลือพื้นที่ในท้องไว้สนุกกับเพื่อน ๆ ต่อน่ะค่ะ
หลังจากนั่งรอเพื่อน ๆ ฝ่ารถติดได้ประมาณ 1 ชั่วโมง!! เพื่อน ๆ หน้าเก่าเจ้าเดิมก็มาถึง
(เหอ ๆ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้กินก่อนได้ไงล่ะ
ปกติเราไม่กินข้าวเย็นและก็ไม่กินก่อนเพื่อน ๆ ด้วย
แต่วันนี้พิเศษนิดหน่อย ก็เป็นอาหารญี่ปุ่นของชอบเรานี่นา)
เอ้า!! มาดูภาพบรรยากาศของจริงกันเลยดีกว่านะคะ ภาพพวกนี้ได้รับอภินันทนาการมาจากพี่ B บ.ก. แห่งนิตยสาร Off-Road ที่ไปด้วยกันค่ะ ถ้าสนใจการถ่ายภาพของพี่เค้า สามารถแวะไปดูบล็อกพี่เขาได้นะคะ ในนั้นจะมีรายละเอียดการรับงานนอกสถานที่ของเขาด้วยค่ะ
Above: อุด้งที่น้อง S สั่งมา เราไม่ค่อยชอบก็เลยไม่ได้ชิมค่ะ แต่น่าจะอร่อยนะ เพราะเห็นเจ้าตัวกับคนอื่น ๆ ดูดกันฟืด ๆ ค่ะ
Above: คุณเพื่อน S เล่นสั่งมากิมาทุกชนิด แล้วเทะมากิดันเสริฟมาเป็นอย่างสุดท้าย (ในบรรดามากินะ) เราก็เลยอด เพราะตื้อไปหมดค่ะ
Above: อาหารระลอก 2 ของเพื่อน ๆ และระลอก 3 ของเราค่ะ สั่งอาหารเยอะทางร้านไม่ว่า (ก็เพราะ เขาระบุจะปรับเรา 100 กรัม 100 บาทไงคะ เหอ ๆ) แต่ถ้าจะว่า ก็คงว่าเพราะมุขที่พวกเราแซวพนักงานเป็นระยะ ๆ มากกว่าค่ะ 5555 แต่บอกคำเดียวว่าพนักงานน่ารักทุกคนเลย บางคนก็เล่น+รับมุขกับพวกเราด้วยนะคะ
Above: ส่วนอันนี้ พี่ T เค้าเล่นสั่งไอติมมาทุกรสเลยค่ะ สาว ๆ ก็ได้แต่อึ้ง แต่สุดท้ายสาว ๆ ก็เป็นคนกิน เหอ ๆ (รสคาราเมลอร่อยมากค่ะ ส่วนพุดดิ้งชีสอร่อยสุดยอด ที่เห็นป่น ๆ ดำ ๆ นั่น ตอนแรกนึกว่าชินนามอน แต่ถามพนักงานแล้วเค้าว่าเป็นผงกาแฟค่ะ)
Above: กินเสร็จก็ชักภาพเป็นกระสัย แต่วันนี้ไม่ได้อัด Clip วีรกรรม (มูมมาม) ของ 3 สาว เพราะแบตมือถือน้อง S เจ้าแม่คลิปหมดค่ะ!!!
ป.ล. ขอปิดหน้าเป็นพิธีนะคะ แต่ถ้าใครไปดูในบล็อกพี่เค้าก็คงจะเห็นหน้านั่นแหล่ะ ......แล้วจะปิดไปทำไมเนี่ย!!
แต่!! สิ่งที่เราจะมาพูดถึงวันนี้ไม่ใช่การรีวิวอาหารเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ใครที่หลงเข้ามาตามหัวเรื่องแล้วน่าจะพอเดาทางได้แน่ ๆ ค่ะ (ล่ะมั้ง)
เยิ่นเย้อมาพอควร เราจะนำเพื่อน ๆ ทุกคนไปสู่ความทรมานของเราหลังจากไปซัดที่ทาคุมิมานะคะ
วันรุ่นขึ้นก็มีอาการอืดได้ที่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะไม่เคยกินมื้อเย็น ถึงจะมีกินบ้างแต่ก็ไม่ได้มีปริมาณเยอะขนาดนั้น เราก็รู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับสาวไดโว่อย่างเราแต่อย่างใด ก็ยังคงกินข้าวได้อย่างปกติ
แล้วเจ้านายผู้ใจดีก็มอบเค้กบลูเบอรี่ที่ซื้อมาฝากให้ ทว่า ตอนที่กินเข้าไปนั้นเราก็สังเกตเห็นผงสีม่วง ๆ กระจายเป็นหย่อม ๆ พอจะเห็นด้วยตาเปล่าได้ค่ะ ไอ้เราก็นึกว่าเป็นสีผสมอาหารที่เขาละลายไม่หมด ลองโทรถามน้าผู้ชื่นชอบการทำขนม ถามเขาว่า "ถ้ากินสีผสมอาหารที่ละลายไม่หมด ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?" แน่นอนว่าคำตอบนั้นทุก ๆ คนก็คงรู้ว่า "ไม่เป็นอันตราย" ค่ะ เราก็เลยกินเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อยไม่ได้คิดอะไร
ตกดึกคืนนั้น เรามีอาการ เอ่อ ขอพูดแบบตรง ๆ เลยนะคะว่า ไม่เรอ, ไม่ตด (อายเหมือนกันนะเนี่ย
) ปวดมวนท้อง, เวียนหัว, คลื่นไส้เหมือนจะอาเจียน, กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ เป็นคืนที่ทรมานมาก ๆ ค่ะ
แม่เห็นก็บอกว่าเราเป็น "อาหารเป็นพิษ" (ห๊า คนอย่างเราเนี่ยนะ อาหารจะเป็นพิษ) ไล่ให้เราไปหาหมอ ถ้าไม่ไปก็ให้กินยา แต่ด้วยความที่ว่าเราไม่ชอบหาหมอแล้วก็ไม่ชอบกินยาด้วย เพราะคิดว่าเดี๋ยวเดียวก็คงหาย ก็เลยปล่อยให้หายเองค่ะ
แต่ กว่าอาการจะหายเป็นปกติดีก็อีก 2 วันให้หลังค่ะ (แต่ก็หายเองนะ ไม่ได้พึ่งยาอะไรเลย เกลือแร่ก็ไม่ดื่มด้วย) เพื่อน ๆ ลองคิดดูสิคะ ว่า 2 วันที่ผ่านมามันทรมานขนาดไหน (กินอะไรก็ไม่ลง พะอืดพะอมไปหมด) เมื่อหายแล้วเราก็เลยมีเรี่ยวแรงมานึกทบทวนว่าอาการที่เกิดเป็นเพราะอะไร พอลองมานั่ง ๆ นึกดูก็เลยคิดว่าต้องเป็น ทาคุมิ แน่ ๆ เลย แม่ก็สงสัยว่าอาหารโรงแรมมันจะใช่เหรอ? แต่เราก็ทู่ซี้โทษแต่ทาคุมิอยู่นั่นแหล่ะ เพราะอย่างอื่นที่กินไปก็ไม่มีอะไรผิดปกติจากชีวิตประจำวันนอกจากทาคุมิ
วันนั้น แม่โทรไปเล่าให้น้าฟังว่าเราอาหารเป็นพิษ เพราะกินจนกระเพราะคราก (ทำไมต้องเล่าล่ะเนี่ย) น้าเขาก็เล่าให้แม่ฟังว่าเราโทรถามเรื่องสีผสมอาหาร แล้วป้าแก่ ๆ 2 คนก็สรุปว่า ต้นเหตุของอาการอาหารเป็นพิษของเรา ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก ทาคุมิ แต่เป็น เจ้าบลูเบอรี่เค้ก ก้อนนั้นค่ะ เพราะน้าเขาสงสัยว่า ผงสีม่วง ๆ ที่เราบอกนั่นเป็นสีผสมอาหารจริงหรือ? น่าจะเป็นสปอร์ของรามากกว่า เรามานั่งคิด ๆ ดู เออ มันก็คงจะใช่นะ ว่าแล้วก็หลงโทษทาคุมิไปเป็นวัน ๆ ฮือ ๆ ขอโทษด้วยค่า แล้วเดี๋ยวจะไปอุดหนุนใหม่นะค๊า
สรุป อาการอาหารเป็นพิษไม่ได้เกิดเพราะทาคุมิ แต่เป็นเค้กบลูเบอรี่นั่นต่างหากค่ะ
ก่อนจากกัน อยากจะขอฝากเพื่อน ๆ ด้วยว่า
หากเห็นอะไรผิดปกติอยู่ในอาหารที่แม้จะกินอยู่ประจำ
แต่ก็อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองแล้วกินลงไปด้วยความเสียดายเชียวนะคะ
ไม่งั้นจะพบกับความทุกข์ทรมานอย่างหาที่ติไม่ได้แบบเราที่ต้องจำไปจนวันตายเลยล่ะค่ะ
สำหรับความรู้เรื่องอาหารเป็นพิษ ลองไปดูตามนี้ได้เลยค่ะ
(1) http://www.school.net.th/library/create-web/10000/technology/10000-6042.html
(2) http://www.thaihealth.net/h/article528.html
(3) http://www.thaiabc.com/data/health.php?d=Food%20poisoning
หรือจะใช้ Search Engine หาดูเพิ่มเติมก็ได้เหมือนกันนะคะ
Blog-map


![เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น กับ ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์ ที่ [โรงเรียนเด็กวัดปรียา] ค่ะ](http://gin-no-ishi.exteen.com/images/lan-dekwad.gif)
#1 By 『†』[SeirayzDs]『†』 on 2008-02-07 00:48