ในเอนทรี่นี้จะเอาไว้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นนะคะ
(ขอใช้คำว่าบอกเล่านะคะ เพราะยังไม่เก่งถึงขั้นสอนใครต่อใครได้ค่ะ)
เพื่อน ๆ คนไหนคิดจะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแต่ยังไม่มีพื้นฐานก็ลองเข้ามาอ่านดูนะคะ จะได้เป็นการปูพื้นฐานก่อนเข้าเรียนค่ะ
ส่วนเพื่อนคนไหนมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นกันอยู่แล้วก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะคะ
ถึงแม้ตอนนี้ภาษาญี่ปุ่นจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับสมัยก่อน ยังไงก็ตามการที่เรามีความรู้ภาษาต่างประเทศติดตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นกำไรของชีวิตแล้วค่ะ

ป.ล. ตอนแรกอาจจะขลุกขลักไปบ้าง แต่ยังไงก็จะพยายามหาพวกเนื้อหาต่าง ๆ อย่างพวกหลักไวยากรณ์หรือเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ในภายหลังนะคะ
วันนี้เราจะมาเริ่มจากพื้นฐานกันก่อนเลยแล้วกันค่ะ

 


 

★อักษรในภาษาญี่ปุ่น

ในภาษาญี่ปุ่นจะใช้อักษรอยู่ 3 ประเภท คือ
(1) อักษรฮิระงะนะ 『ひらがな』
- เป็นอักษรดั้งเดิมของญี่ปุ่นเลยค่ะ ใช้เขียนคำที่แสดงความหมายหลัก ๆ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือใช้เขียนคำของภาษาญี่ปุ่นแท้ ๆ ค่ะ
- บางที เราก็จะเห็นว่าอักษรนี้เขียนกำกับเสียงอ่านอยู่บนตัวอักษรคันจิ ซึ่งตรงนี้เราจะเรียกอีกอย่างว่า "ฟุริงะนะ" ค่ะ 『ふりがな』
- ลักษณะของอักษรฮิระงะนะ ใช้วิธีการจำง่าย ๆ ว่ารูปร่างของมันจะอ่อนช้อยราวกับเกอิชาร่ายรำค่ะ
(2) อักษรคะตะคะนะ 『カタカナ』
- เป็นอักษรที่ใช้ทับศัพท์ภาษาที่มาจากต่างประเทศค่ะ เช่น ชื่อเฉพาะหรือคำศัพท์ต่าง ๆ ชื่อบุคคล, สถานที่หรือพวกชื่อพืชและสัตว์ คำเลียนเสียง หรือใช้กรณีที่ต้องการเน้นคำก็ได้ค่ะ
- ลักษณะของอักษรคะตะคะนะ เมื่อลองเปรียบเทียบกับกับฮิระงะนะแล้ว อักษรคะตะคะนะจะมีลักษณะดูแข็ง ๆ ไม่อ่อนช้อยค่ะ แต่ก็มีอักษรคะตะคะนะบางตัวที่คล้ายกับอักษรฮิระงะนะนะคะ ยังไงก็ต้องระวังด้วยค่ะ
(3) อักษรคันจิ 『漢字』
- เป็นอักษรที่คนญี่ปุ่นยืมเข้ามาจากจีนค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเหมือนคำจากภาษาจีนเลย แต่ก็จะมีบางคำที่ญี่ปุ่นนำมาดัดแปลงเอง
- ใช้แสดงความหมาย เช่น พวกคำนาม คำกริยา ฯลฯ
- อักษรคันจินั้นอักษรแค่ 1 ตัวจะแทนทั้งเสียงและความหมาย (เราจะเห็นว่าคนญี่ปุ่นชอบนำอักษรคันจิมาใช้ผสม ๆ กันทำเป็นชื่อพิเศษต่าง ๆ ที่ดูแล้วเท่ ๆ ไงคะ)
- คนญี่ปุ่นมักจะนำอักษรคันจิมาใช้คู่กับฮิระงะนะหรือคะตะคะนะ หรือบางทีก็ใช้ตัวเดียวโดด ๆ ไปเลยค่ะ
- เสียงอ่านของอักษรคันจิจะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ "คุงโยมิ" 『訓読み』 และ "องโยมิ" 『音読み』 ค่ะ
- เสียงแบบ "คุง" จะเป็นเสียงอ่านแบบญี่ปุ่น ซึ่งมักอ่านแบบนี้เมื่อเจอคันจิผสมมากับฮิระงะนะค่ะ ส่วนเสียงแบบ "อง" จะเป็นเสียงอ่านแบบจีน จะอ่านแบบนี้เมื่อเจอคันจิตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป แต่ก็ไม่มีกฏตายตัวค่ะ
- ในประเทศญี่ปุ่นมีการบัญญัติให้อักษรคันจิ 1,945 ตัวเป็น "โจโยคันจิ (คันจิที่ใช้บ่อย)" 『常用漢字』 เพื่อจำกัดจำนวนคันจิในระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีคันจิยาก ๆ มากเกินไปค่ะ (แต่ก็มีคันจิยาก ๆ ใช้บ้างประปราย)

 

★แถวเสียง

- แยกเป็นฮิระงะนะกับคะตะคะนะ (46 เสียง) ซึ่งจะแบ่งการออกเสียงได้เป็น 2 แบบ คือ แบบ "เสียงใส" 『清音』 และแบบ "เสียงขุ่น" 『濁音』 ดังนี้เลยค่ะ

 

ひらがな (ฮิระงะนะ)


A (อะ)

KA (คะ)

SA (สะ)

TA (ทะ)

NA (นะ)

HA (ฮะ)***

MA (มะ)

YA (ยะ)

RA (ระ)

WA (วะ)

N (อึน, อึง)**

I (อิ)

KI (คิ)

SHI (ฌิ)

CHI (ชจิ)

NI (นิ)

HI (ฮิ)

MI (มิ)
 
RI (ริ)
   

U (อุ)

KU (คึ)

SU (สึ)

TSU (ทซึ)

NU (นึ)

FU (ฟฮึ)

MU (มึ)

YU (ยึ)

RU (รึ)
   

E (เอะ)

KE (เคะ)

SE (เสะ)

TE (เทะ)

NE (เนะ)

HE (เฮะ)****

ME (เมะ)
 
RE (เระ)
   

O (โอะ)

KO (โคะ)

SO (โสะ)

TO (โทะ)

NO (โนะ)

HO (โฮะ)

MO (โมะ)

YO (โยะ)

RO (โระ)

WO (โอ๊ะ)*
 

Note:
*を เป็นคำช่วย อ่านออกเสียง "โอ๊ะ" แต่เวลาฟังเพลงส่วนใหญ่จะออกเสียง "โว๊ะ" ค่ะ
**ん เป็นตัวสะกด อ่านออกเสียง"อึน" หรือ "อึง" ค่ะ
***は ปกติอ่านออกเสียง "ฮะ" แต่เมื่อใช้เป็นคำช่วย ต้องอ่านออกเสียง "วะ" ค่ะ
****へ ปกติอ่านออกเสียง "เฮะ" แต่เมื่อใช้เป็นคำช่วย ต้องอ่านออกเสียง "เอ๊ะ" ค่ะ

 

แถวเสียงขุ่น
- เิพิ่มขึ้นมาโดยการใส่ "เต็งเต็ง" 『"』 และ "มารุ" 『゜』 ลงในแถวเสียง "คะ" แถวเสียง "สะ" แถวเสียง "ทะ" และแถวเสียง "ฮะ" ดังนี้ค่ะ


GA*

ZA**

DA

BA

PA

GI*

JI**

JI

BI

PI

GU*

ZU**

ZU, DU

BU

PU

GE*

ZE**

DE

BE

PE

GO*

ZO**

DO

BO

PO

Note:
*แถวเสียงนี้ เวลาอยู่หน้าอยู่พยางค์หน้าออกเสียง "กง่ะ" แต่ถ้าอยู่พยางค์หลังจะอ่านออกเส